บล.เมย์แบงก์ คงมุมมองบวกกลุ่มการแพทย์ คาดน้ำท่วมกระทบกำไรปี 69 เพียง 0.6–1% ขณะที่กำไรหลัก 3Q69 โต 8% YoY รับไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก-ฐานผู้ป่วยกัมพูชาต่ำ พร้อมชู BH รับผู้ป่วยตะวันออกกลางฟื้น-ลุ้นเพิ่มปันผล ,CHG เด่นธีม SSO สรุปขึ้นค่าหัว 10% บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มการแพทย์ไทย มองผลกระทบจากน้ำท่วมมีจำกัด หลังตรวจสอบข้อมูลกับโรงพยาบาลพบไม่มีแห่งใดประสบปัญหาน้ำท่วมเข้าอาคารหรือได้รับความเสียหายต่อทรัพย์สิน พร้อมคาดกำไรหลักกลุ่มการแพทย์ใน 3Q69 เติบโต 8% YoY รับแรงหนุนจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่และฐานรายได้ผู้ป่วยกัมพูชาที่ต่ำในปีก่อน ขณะที่รวมการปรับเพิ่มอัตราเหมาจ่ายรายหัวของสำนักงานประกันสังคม (SSO) 10% ในประมาณการแล้ว ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวลดลง 1–6% ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. และให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด (SET) ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งมาจากความกังวลเรื่องน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม เมย์แบงก์เชื่อว่าผลกระทบต่อกำไรจะมีอยู่อย่างจำกัด น้ำท่วมกระทบกำไรเพียง 0.6–1.0% น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปทุมธานี และชลบุรี ก่อนขยายไปยังฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี โดยจากการวิเคราะห์ของเมย์แบงก์ CHG มีสัดส่วนเตียงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดที่ 88% ตามด้วย BCH ที่ 46% และ BDMS ที่ 35% ขณะที่ BH และ PR9 ไม่มีสัดส่วนเตียงในพื้นที่ดังกล่าว ภายใต้สมมติฐานว่ารายได้เงินสดไม่รวม SSO ลดลง 30% ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูง และลดลง 15% ในพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เมย์แบงก์ประเมินว่ากำไรหลักปี 2569 จะลดลงเพียง 1.0% สำหรับ CHG, 0.9% สำหรับ BCH และ 0.6–0.7% สำหรับผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งน้อยกว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา . 
|
. Q3/69 กำไรยังแข็งแกร่ง รับไข้หวัดใหญ่-ฐานกัมพูชาต่ำ เมย์แบงก์ ยังคาดว่ากำไรของกลุ่มการแพทย์ใน 3Q69 จะออกมาแข็งแกร่ง โดยรายได้ในช่วงเดือน ก.ค.–ส.ค. เติบโต 8.5% YoY สำหรับ BCH, 8.0% สำหรับ BDMS และ 5.5% สำหรับ CHG และ PR9 คิดเป็นการเติบโตของกลุ่มราว 7% เร่งตัวขึ้นจากเพียง 1% ใน 1H69 ปัจจัยหนุนหลักมาจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ โดยจำนวนผู้ป่วยตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. ถึงกลางเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 45% YoY รวมถึงฐานรายได้จากผู้ป่วยกัมพูชาที่ต่ำในปีก่อน แม้ BH ไม่เปิดเผยรายได้รายเดือน แต่เมย์แบงก์คาดว่ารายได้ใน 3Q69 จะเติบโตราว 4% สูงกว่าเป้าหมายของบริษัทที่ 3% เบื้องต้นคาดว่า BDMS และ BCH จะมีกำไรหลักเติบโตสูงสุดที่ 11% และ 10% YoY ตามลำดับ ตามด้วย CHG ที่ 7% ส่วนกำไรหลักของ BH คาดว่าจะเติบโตเพียง 3% เนื่องจากฐานรายได้อื่นที่สูงในปีก่อน ขณะที่กำไรหลักของ PR9 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1% จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลดลง อัพไซด์ประกันสังคมหนุนประมาณการปี 70 เมย์แบงก์ได้รวมอัพไซด์จาก SSO ไว้ในประมาณการของ BCH และ CHG ก่อนผลการทบทวนอัตราเหมาจ่าย ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันที่ 24 ต.ค. โดยสมมติให้อัตราเหมาจ่ายรายหัวพื้นฐานเพิ่มขึ้น 10% ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2570 ส่งผลให้ประมาณการกำไรหลักปี 2570 เพิ่มขึ้น 12% สำหรับ BCH และ 9% สำหรับ CHG จากปัจจัยดังกล่าว เมย์แบงก์ปรับราคาเป้าหมาย BCH ขึ้นเป็น 12.30 บาท จากเดิม 11.00 บาท และ CHG ขึ้นเป็น 2.00 บาท จากเดิม 1.90 บาท ชู BH-CHG เป็นหุ้นเด่น เมย์แบงก์ยังคงเลือก BH และ CHG เป็นหุ้นเด่น โดย BH ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของจำนวนผู้ป่วยตะวันออกกลางและโอกาสเพิ่มเงินปันผลปกติ ขณะที่ CHG เป็นหุ้นเด่นสำหรับธีม SSO โดยปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ปี 2570 เพียง 15 เท่า หลังรวมสมมติฐานการขึ้นอัตราเหมาจ่ายแล้ว เทียบกับ BCH ที่ 20 เท่า . 
|
. |