ITC เผยปี 66 มีกำไร 2,281.37 ลบ. ลดลง 48.2% เทียบปี 65 หลังคำสั่งซื้อลูกค้าจากสหรัฐฯ - ยุโรปชะลอช่วงครึ่งปีแรก แต่เห็นสัญญาณฟื้นช่วงครึ่งปีหลัง หนุนกำไร Q4/66 โต 13% แตะ 767 ลบ. พร้อมปันผลอีก 0.35 บ./หุ้น XD 29 ก.พ.67 นายพิชิตชัย วงศ์ปิยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ผลประกอบการงวดปี 66 มีกำไร 2,281.37 ล้านบาท ลดลง 48.2% จากงวดเดียวกันปี 65 ที่มีกำไร 4,470.17 ล้านบาท ปี 66 บริษัทมีรายได้จากการขาย อยู่ที่ 15,576.9 ล้านบาท (ลดลง 27.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน) จากผล ประกอบการที่แข็งแกร่งในปีที่แล้ว หลักๆเนื่องจากคําสั่งซื้อที่ลดลงจากการระบายสินค้าคงเหลือของลูกค้าในสหรัฐอเมริกา และยุโรปในช่วงครึ่งแรกของปี อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายของลูกค้าลดลง สัดส่วนการขายสินค้าพรีเมี่ยมลดลง และรายได้จากค่าระวางที่ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากการกลับมาสั่งซื้อของ ลูกค้าและร้านค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ระดับสินค้าคงเหลือของลูกค้าที่กลับสู่ระดับปกติ และการที่บริษัทเปิดตัว ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 66 ในขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับผลประกอบการในปี 64 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 7.2% นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีโครงการใหม่ๆกับลูกค้า และมองหาโอกาสทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯในอีกสองสามปีข้างหน้า โดยกําไรขั้นต้นของปี 66 อยู่ที่ 3,037.5 ล้านบาท (ลดลง 43.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน) หลักๆเนื่องด้วยปริมาณการ ขายที่ลดลง 18.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในครึ่งแรกของปี 66 ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยที่สูงขึ้น สัดส่วนการขายสินค้าพ รีเมี่ยมลดลง อย่างไรก็ตามกําไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นช่วงครึ่งหลังของปี 66 เนื่องจากการฟื้นตัวของยอดขาย ราคา วัตถุดิบปรับตัวลดลงโดยเฉพาะทูน่า และราคาขายสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากําไรขั้นต้น อยู่ที่ 19.5% ซึ่งยังคงสอดคล้องกับ เป้าหมายทั้งปีของปี 66 (ที่ 19-20%)
ด้านผลการดำเนินธุรกิจประจำไตรมาสที่ 4/66 มีรายได้จากยอดขายรวมที่ 4,748 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 767 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 65 ผลจากปริมาณการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำที่เพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก ทำให้บริษัทฯ มีรายได้จากยอดขายรวมตลอดทั้งปี 66 อยู่ที่ 15,577 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,281 ล้านบาท โดยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 66 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังอยู่ที่ 0.35 บาทต่อหุ้น ทำให้เงินปันผลตลอดปีอยู่ที่ 0.60 บาทต่อหุ้น และเสนอจ่ายอัตราเงินปันผลตอบแทนในระดับดีต่อเนื่องอยู่ที่อัตรา 2.8 % วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) 29 ก.พ. 67 วันที่จ่ายปันผล 24 เม.ย. 67 “ตลอดทั้งปี 66 ธุรกิจการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทาย ซึ่งเป็นผลจากแรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรมและการระบายสินค้าคงคลังจากกลุ่มแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำระดับโลก ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของไอ-เทลมีปริมาณคำสั่งซื้อจากลูกค้าลดลงตลอดช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม เรามองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากปริมาณการสั่งซื้อจากลูกค้าที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ทำให้บริษัทฯ มีรายได้เพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ยังคงต่ำกว่ายอดขายรวมของปี 65 ที่สูงกว่าระดับปกติ โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจที่สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง” นายพิชิตชัย กล่าว แม้ว่าต้องเผชิญกับอุปสรรคและช่วงเวลาที่ท้าทายในปี 66 สำหรับไอ-เทล ปัจจัยดังกล่าวที่เข้ามากระทบการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เราได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในการปรับตัวได้ดีมากยิ่งขึ้น ด้วยการเร่งสร้างการเปลี่ยนแปลง เชิงบวก ปรับกระบวนการทำงานและการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาสินค้าและบริการของเราให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลกและรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบ พรีเมี่ยมและรูปแบบ Humanization ในหลายภูมิภาคทั่วโลก อีกทั้ง บริษัทฯ ยังเดินหน้าศึกษาและพัฒนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กลุ่มเสริมอาหาร (Supplement) สำหรับสัตว์เลี้ยง โดยวางเป้าหมายการเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาดภายในปี 68 ในปี 66 ที่ผ่านมา ไอ-เทลได้ก่อตั้งบริษัทในเครือภายใต้ชื่อ i-Tail Europe B.V. (ITE) ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ i-Tail Pet Food (Shanghai) Limited Co. (ITS) ที่ประเทศจีน เพื่อเดินหน้ากลยุทธ์ขยายการดำเนินธุรกิจและเร่งสร้างการเติบโตสู่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในทวีปยุโรปและประเทศจีน อีกทั้ง บริษัทฯ ยังประสบความสำเร็จในการเซ็นสัญญาทางธุรกิจร่วมกับลูกค้ารายใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก 31 ราย ซึ่งรวมถึงลูกค้าแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ในสหรัฐฯ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังขยายการดำเนินธุรกิจสินค้า Private Label กับบริษัทผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในฝรั่งเศส และมีรายได้จากคำสั่งซื้อสินค้า Private Label จากหนึ่งในบริษัทผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในปี 66 นอกจากนี้ ไอ-เทลยังยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวศูนย์วิจัยอาหารแมว (i-Cattery) ตั้งอยู่ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขต ศาลายา ในช่วงกลางปี 66 ด้วยความตั้งใจในการเป็นศูนย์กลางสำหรับความร่วมมือด้านการวิจัยร่วมกับภาคการศึกษา ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และภาคส่วนต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการยอมรับในเวทีระดับโลกถึงผลิตภัณฑ์อาหารแมวของไอ-เทลที่มีคุณภาพ ปลอดภัย รับรองด้วยมาตรฐานการวิจัยระดับสากล อีกทั้ง บริษัทฯ เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจด้วยการสร้างโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดสมุทรสาครตั้งแต่ช่วงปลายปี 64 ด้วยเป้าหมายการขยายกำลังการผลิตสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงและขนมทานเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยงแบบเปียกเพิ่มขึ้นอีก 18.7 เปอร์เซ็นต์ ด้วยระบบการผลิตแบบอัตโนมัติ (Automation) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มต้นการผลิตภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ทั้งนี้ ยอดขายของไอ-เทลในปี 66 มีสัดส่วนของยอดขายตามภูมิภาคดังนี้ สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 50% ของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่เอเชียและโอเชียเนียอยู่ที่ 37% และยุโรปอยู่ที่ 13% อีกทั้ง สามารถแบ่งสัดส่วนของยอดขายตามประเภทของสินค้าหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อาหารแมว 70% อาหารสุนัข 15% ขนมทานเล่นของสัตว์เลี้ยง 12% และธุรกิจอื่นๆ อีก 3% และได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่และสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูงออกสู่ตลาดมากกว่า 1,300 รายการ ท้ายที่สุดนี้ ไอ-เทล ยังคงมุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความยั่งยืนที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ SeaChange® 2030 โดยภายในปี 73 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการจัดซื้อวัตถุดิบในกลุ่มของเนื้อไก่ทั้งหมดจากแหล่งผลิตที่มีความรับผิดชอบ รวมถึงวัตถุดิบในกลุ่มถั่วเหลืองและน้ำมันถั่วเหลืองทั้งหมดต้องมาจากกระบวนการผลิตที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายป่าไม้อีกด้วย “ในปี 66 แม้ว่าไอ-เทลจะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้ แต่เรายังคงไม่หยุดยั้งการพัฒนาความสามารถและความเชี่ยวชาญของเราในการเป็นผู้นำในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำระดับโลก และยังคงดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายการรักษาอัตราการเติบโตเฉลี่ยของยอดขายรวมที่ 15% ต่อปี ระหว่างปี 66 ถึง 68 รวมถึงการเป็นกำลังสำคัญเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” นายพิชิตชัยกล่าวทิ้งท้าย |