สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 4-5 ส.ค.69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 10.00 | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 8.00 | บล.พาย | ซื้อ | 7.50 | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ถือ | 7.20 | บล.เคจีไอ | ถือ | 7.20 | บล.กรุงศรี | ถือ (Neutral) | 7.00 | บล.โกลเบล็ก | ถือ | 6.90 |
สรุปปัจจัยบวก + + อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยายตัวแข็งแกร่ง: ได้แรงหนุนจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้า House Brands / Private Brand (เป้าหมาย HomePro 22%, Mega Home 22.5%-23.2%), การจำหน่ายสินค้ามูลค่าสูง, การจัดหาสินค้าโดยตรง (Direct Sourcing) และสินค้าคงคลังต้นทุนต่ำ (Low-cost Inventory) ที่หนุนกำไรต่อเนื่องใน 3Q26 โดยคาด GPM ทั้งปี 2026 ขยายตัว 0.8-1.0% หรือเพิ่มขึ้นราว 40-50 bps YoY ในช่วง 2H26 (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.พาย, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.โกลเบล็ก) + ผลประกอบการ 2Q26 เติบโตดีกว่าคาด : กำไรสุทธิ 2Q26 อยู่ที่ 1,594 ล้านบาท (+14.0% YoY, +13.5% QoQ) โดยเฉพาะกำไรสุทธิของ Mega Home ที่เติบโตถึงราว 60% YoY (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.โกลเบล็ก) + การปรับสาขาเป็นรูปแบบ Hybrid Model หนุนยอดขาย : การเปลี่ยนเป็นรูปแบบ Hybrid ช่วยดัน SSSG ให้เป็นบวก และเพิ่มยอดขายได้ 100-200 ล้านบาทต่อสาขา โดยปี 2026 มีแผนเปิดและปรับรวมเป็น 22 สาขา (บล.ทิสโก้, บล.พาย) + ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ผ่านจุดต่ำสุดและฟื้นตัว QoQ : SSSG ของ HomePro ปรับตัวดีขึ้นเป็น -1.0% ใน 2Q26 (จาก -12.7% ใน 1Q26) ขณะที่ Mega Home กลับมาเป็นบวกที่ +1.4% (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + การรีไฟแนนซ์ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน : เตรียมรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ดอกเบี้ยสูงมูลค่ากว่า 4 พันล้านบาทในช่วง 2H26 ช่วยลดต้นทุนทางการเงินตั้งแต่ 4Q26 เป็นต้นไป โดยมี D/E ต่ำเพียง 0.65 เท่า หนุนการจ่ายปันผลมากกว่า 80% (บล.ทิสโก้) + แนวโน้มกำไร 2H26 ฟื้นตัว YoY : คาดกำไรเติบโตเลขหลักเดียวระดับกลาง YoY จากการขยายสาขาและการรักษาระดับอัตรากำไร (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย) + การเพิ่มบริการหลังการขายสร้าง รายได้ระยะยาว : ต่อยอดด้วย Package บริการ 1,990 บาท/ปี/บ้าน และบริการ Trade-in ช่วยประคองยอดขายกลุ่มสินค้า Hardline (บล.พาย) + ปัจจัยหนุนภายนอกและมาตรการรัฐ : ได้อานิสงส์จากโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส", ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มทำความเย็นพุ่งในช่วงอากาศร้อน และความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่คลี่คลายลง (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.โกลเบล็ก) + อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) น่าสนใจ : คาดการณ์จ่ายปันผลสูงราว 5-6% ต่อปี โดยงวด 1H26 คาดจ่าย 0.16 บาท/หุ้น คิดเป็น Yield 2.4% (บล.กรุงศรี) สรุปปัจจัยลบ - - กำลังซื้อซบเซาและอุปสงค์ฟื้นตัวช้า : ยอดขายและ SSSG เดือน ก.ค. 2026 ยังฟื้นตัวได้น้อย (HomePro -1.0%, Mega Home +1.0% ถึง +1.4%) ประกอบกับปริมาณการขาย (Volume) ที่ยังเป็นส่วนสำคัญที่ขาดหายไป (บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ, บล.พาย, บล.โกลเบล็ก) - ผลกระทบจากการแย่งยอดขายกันเอง (Cannibalization) : การเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น สมุย และ ภูเก็ต กดดัน SSSG สาขาเดิมราว 0.5% - 1.0% (บล.ทิสโก้, บล.พาย) - เข้าสู่ช่วง Low Season ในไตรมาส 3 : 3Q26 เป็นช่วงฤดูฝนซึ่งกระทบต่อการก่อสร้าง คาดส่งผลให้กำไรลดลง QoQ (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ) - แรงหนุนจากสต็อกต้นทุนต่ำเริ่มลดลง : อานิสงส์จากสินค้าคงคลังต้นทุนต่ำที่เคยช่วยดัน GPM จะเริ่มแผ่วลงตั้งแต่ 3Q26 เป็นต้นไป ทำให้ Margin กลับเข้าสู่ระดับปกติ (บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ) - ค่าใช้จ่าย SG&A และค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น : SG&A/Sales ที่สูงขึ้น (1H26 คิดเป็น 20.48%) และค่าเสื่อมราคาจากการปรับปรุงสาขาที่เพิ่มขึ้น 7.67% YoY เป็นปัจจัยจำกัดการฟื้นตัวของกำไร (บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี) - ความท้าทายในตลาดต่างประเทศและช่องทางออนไลน์ : HomePro Malaysia ยังประสบปัญหาการบริหารและเลือกสินค้า ส่งผลให้ SSSG ติดลบ (-6% ในเดือน ก.ค.) ขณะที่สินค้ากลุ่ม Softline เจอแรงกดดันจากการแข่งขันของสินค้าออนไลน์ (บล.ทิสโก้, บล.พาย) - ความเสี่ยงด้านต้นทุนและการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม : การปรับขึ้นค่าธรรมเนียม Marketplace อีก 3% ในเดือนสิงหาคม รวมถึงความเสี่ยงจากราคาสินค้าหน้าร้านที่สูงขึ้นกระทบการตัดสินใจซื้อ (บล.ทิสโก้) - ปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้น (Catalyst) มีจำกัด : upside ของราคาหุ้นเริ่มจำกัด และโครงการซื้อหุ้นคืนที่จะจบลงในเดือนสิงหาคม 2569 ทำให้ส่วนรองรับราคาหุ้นลดลง (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |