KBANK ร่วมกับ J.P. Morgan Asset Management เปิดมุมมองเงินเฟ้อสหรัฐฯ มีแนวโน้มทยอยชะลอลงในช่วง 12–18 เดือนข้างหน้า ขณะที่กำไรบริษัทขนาดใหญ่ และ การลงทุนด้าน AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ พร้อมชวนนักลงทุนเปลี่ยนจากการพยายามคาดการณ์ตลาดระยะสั้น มาสู่การสร้างพอร์ตที่ไม่ต้องเดาตลาด หรือ The Professional Portfolio ที่มี Core Portfolio เป็นแกนหลัก กระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม และปรับพอร์ตอย่างมีวินัย เพื่อรับมือความผันผวนและเดินหน้าสู่เป้าหมายทางการเงินระยะยาว ***K WEALTH ชี้ยุคผันผวน “วินัยลงทุน” สำคัญกว่าการเดาตลาด ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ Chief Investment Officer (CIO) K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แม้ตลาดการเงินจะเผชิญความไม่แน่นอนจากเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย นโยบายการค้า และภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัจจัยพื้นฐานของสินทรัพย์บางกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐ ยังได้รับแรงสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของกำไรบริษัท และ การลงทุนด้าน AI ที่ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่มีข้อมูลจำนวนมากและราคาสินทรัพย์ผันผวน ความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนต้องบริหารไม่แพ้ความเคลื่อนไหวของตลาด คือ อารมณ์ เพราะการตัดสินใจจากความกลัว หรือ ความคาดหวังระยะสั้น อาจทำให้พอร์ตเบี่ยงออกจากเป้าหมายที่วางไว้ "ในโลกที่คาดเดาได้ยาก นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเดาตลาดให้ถูก แต่ควรมี Professional Portfolio ที่ออกแบบอย่างเป็นระบบ โดยมี Core Portfolio เป็นแกนหลักสำหรับขับเคลื่อนเป้าหมายระยะยาว พร้อมกระจายความเสี่ยง ปรับสมดุลพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ และ ใช้พอร์ตส่วนเสริมเพื่อรับมือกับสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน เพราะพอร์ตหลักที่แข็งแรง และ วินัยในการลงทุนคือหัวใจสำคัญของการไปถึงเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว" ***J.P. Morgan Asset Management มองเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทยอยชะลอ – AI ยังไม่ใช่ฟองสบู่ Dr. Sylvia Sheng , Lead Portfolio Manager of Multi-Asset Solutions Asia จาก J.P. Morgan Asset Management กล่าวว่า แม้ตลาดจะเผชิญข้อมูลข่าวสาร และ ความผันผวนในแต่ละวัน แต่ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังคงมีความสำคัญมากกว่าความเคลื่อนไหวระยะสั้น โดยประเมินว่า เงินเฟ้อสหรัฐมีแนวโน้มทยอยชะลอลงในช่วง 12–18 เดือนข้างหน้า หลังแรงกดดันด้านต้นทุนจากภาษีนำเข้า ราคาพลังงาน และ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เริ่มผ่อนคลายลง แม้ยังต้องติดตามทิศทางค่าจ้างแรงงาน และ เงินเฟ้อระยะยาวอย่างใกล้ชิด ในด้านการลงทุน J.P. Morgan Asset Management ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและบริการสื่อสาร ขณะที่ตราสารหนี้ภาคเอกชนยังมีความน่าสนใจ ส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีน่าสนใจมากขึ้น ณ ระดับอัตราผลตอบแทนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม โดยรวมยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมองว่า AI ยังไม่ใช่ฟองสบู่ เนื่องจากหลายธุรกิจเริ่มสร้างรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพ และ เห็นผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โอกาสการลงทุนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ผลิตชิป หรือ บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ แต่ครอบคลุมทั้งผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม AI และ ธุรกิจที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในภาคซอฟต์แวร์ สุขภาพ และ บริการทางการเงิน "การเติบโตของ AI กำลังก้าวจากช่วงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สู่ช่วงที่ภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ และ ผลกำไรอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น"Dr. Sylvia กล่าว . 
|
. ***3 ผู้เชี่ยวชาญแนะสร้าง "พอร์ตที่ไม่ต้องเดาตลาด" รับความผันผวนทั่วโลก ในช่วงเสวนา ผู้บริหารจาก J.P. Morgan Asset Management, K WEALTH และ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย ร่วมกันเสนอ 3 แนวทางสำคัญในการสร้างพอร์ตให้พร้อมรับความผันผวน ได้แก่ 1.ปรับ Asset Allocation ให้สอดคล้องกับภาวะตลาด 2.ออกแบบพอร์ตจากเป้าหมายทางการเงิน 3.กระจายแหล่งผลตอบแทนอย่างแท้จริง เพื่อลดความเสี่ยงกระจุกตัว นายเอนีส ตียาสิริ Executive Director , Head of Southeast Asia Funds , J.P. Morgan Asset Management เปิดมุมมองจากภาพใหญ่ของตลาดว่า แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และ อิหร่าน ตลอดจนมาตรการภาษีการค้า จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดหุ้นโลกในระยะสั้น แต่ผลประกอบการของบริษัทจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ยังเติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนว่า แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจสร้างความผันผวนต่อราคา โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวโน้มการเติบโตระยะยาวของธุรกิจ นักลงทุนจึงควรแยกความผันผวนของตลาดออกจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานก่อนตัดสินใจปรับพอร์ต เพราะในช่วงที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น เงินลงทุนมักเคลื่อนเข้าสู่กองทุนตลาดเงิน ทองคำ และ ตราสารหนี้ ก่อนทยอยกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงเมื่อสถานการณ์เริ่มชัดเจนขึ้น ความผันผวนจึงไม่ได้หมายความว่า การลงทุนต้องหยุดชะงัก แต่สะท้อนถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลา นักลงทุนควรปรับ Asset Allocation ให้เหมาะกับภาวะตลาด พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์ นายวีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor , K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย เชื่อมภาพตลาดเข้าสู่การวางแผนของผู้ลงทุน โดยย้ำว่า การสร้างพอร์ตควรเริ่มจากเป้าหมายชีวิตของผู้ลงทุน ไม่ใช่สินทรัพย์ที่กำลังเป็นกระแส ไม่ว่าจะเป็นการเกษียณ การส่งต่อความมั่งคั่ง หรือ เป้าหมายทางการเงินระยะยาวอื่น ๆ เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้ว จึงพิจารณาระยะเวลาลงทุน ผลตอบแทนที่ต้องการ และ ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ก่อนออกแบบพอร์ตในลักษณะ Core & Satellite Portfolio โดยให้ Core Portfolio เป็นฐานสำหรับสร้างความมั่งคั่งอย่างสม่ำเสมอ และ ใช้ Satellite Portfolio เป็นส่วนเสริมเพิ่มโอกาสจากธีมที่มีศักยภาพ เช่น AI เทคโนโลยี และ เมกะเทรนด์แห่งอนาคต "พอร์ตที่ดีไม่ใช่พอร์ตที่วิ่งตามตลาดได้เร็วที่สุด แต่ คือ พอร์ตที่พาผู้ลงทุนไปถึงเป้าหมายได้จริง"วีระพล กล่าว นายปณตพล ตัณฑวิเชียร , CFA, Chief Investment Officer บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย ระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนมักมองข้าม คือ การกระจุกตัวที่ซ่อนอยู่ในพอร์ต เพราะการถือกองทุนหลายกองไม่ได้หมายความว่าพอร์ตได้รับการกระจายความเสี่ยงอย่างเพียงพอ หากกองทุนเหล่านั้นลงทุนซ้ำในหุ้น ภูมิภาค หรือ ธีมเดียวกัน โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ การกระจายความเสี่ยงที่แท้จริงจึงต้องพิจารณาถึงความแตกต่างของแหล่งผลตอบแทนและปัจจัยเสี่ยง ครอบคลุมทั้งประเภทสินทรัพย์ ภูมิภาค กลยุทธ์การลงทุน และ ความเสี่ยงด้านสกุลเงิน เพื่อลดการพึ่งพาสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง และ ช่วยให้พอร์ตสามารถรับแรงกระแทก และ เดินหน้าสู่เป้าหมายระยะยาวได้ในหลายสภาวะตลาด ซึ่งเป็นหัวใจของ Professional Portfolio . 
|
. |