BBLAM ระบุปีนี้ตั้งเป้า AUM แตะ 1 ล้านลบ. แนะ 7 ธีมลงทุนระดับโลก ด้านหุ้นไทย 6 เดือนข้างหน้ามองอยู่ในโหมด Trading Rotation ให้เป้า SET ปี 69 ที่ 1,580-1,600 จุด แนะสะสมกลุ่มแบงก์ รับเหมา ท่องเที่ยว นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Chief Executive Officer (CEO) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM เปิดเผยว่า ปัจจุบัน(สิ้นสุดพ.ค.69) บริษัทฯ มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการรวม (AUM) ประมาณ 9.98 แสนล้านบาท โดยคาดหวังเติบโตแตะระดับ 1 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ จากการผสานพลังภายในกลุ่ม (Synergy) ทั้งกลุ่มบลจ. บางกอกแคปปิตอล (BCAP) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่
กลยุทธ์ระดับสากล 7 ธีมหลักเพื่อกระจายความเสี่ยง
ด้านนายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อรอบสอง และการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดที่ส่งผลต่อตลาดพันธบัตรและหุ้น จึงมองกลยุทธ์ระดับสากล 7 ธีมหลักเพื่อกระจายความเสี่ยง ได้แก่
US Earnings Upcycle and Industrial Recovery ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้แรงหนุนจากการเติบโตขอของกำไรบริษัทจดทะเบียน การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลก และกระแส US Reshoring ซึ่งช่วยสนับสนุนแนวโน้นการ เติบโตในระยะต่อไป
China Smart Manufacturing and Automation High-end Manufacturing, Automation และ Robotics ได้รับแรงหนุนจากสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงาน และนโยบายสนับสนุนการผลิตขั้นสูงของจีน Balancing Portfolio With Global Bonds & Gold ตราสารหนี้ยังน่าสนใจจากระดับ Carry Yieldที่สูง ขณะที่ทองคำช่วยป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มเสถียรภาพพอร์ต AI Monetization and Competitive Advantage การลงทุนด้าน AI ยังอยู่ในช่วงต้นของวัฏจักร โดยการลงทุนของ Hyperscalers และการใช้งาน AI ที่ขยายตัวต่อเนื่องจะช่วยสร้างรายได้และความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว AI Chips and Supply Chain Beneficiaries กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ชีป AI และหน่วยความจำ ยังคงเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการขยายตัวของ A!Infrastructure ทั่วโลก AI-Driven Tangibles OverIntangibles สินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และศูนย์ข้อมูล มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI และการย้ายฐานการผลิต Japan Earnings Recovery and Reform ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยคาดการณ์กำไรในไตรมาส 1/69 จะเติบโตประบาณ 45.12%YOY ได้แรงหนุนจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก รวมถึงการฟื้นตัวของวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์และการลงทุนด้าน AI Infrastructure ทั่วโลก นอกจากนี้ การปฏิรูปบรรษัทภิบาล (Corporate CovernanceReform) และการมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นยังช่วยสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะยาว มองเป้าหุ้นไทยปีนี้ 1,600 จุด แนะแบงก์-รับเหมา-ท่องเที่ยว รับอานิสงส์ศก.ฟื้น
นายอิสระ ยังกล่าวถึงมุมมองและกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้า มองว่า ตลาดอยู่ในโหมดการหมุนเวียนกลุ่มเล่นเป็นหลัก (Trading Rotation) มองเป้าหมายดัชนีปี 69 ไว้ที่ประมาณ 1,580 - 1,600 จุด ประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 98 - 99 บาท เทรดที่ระดับ P/E ประมาณ 16 เท่า ด้านเป้าหมายดัชนีปี 69 มองที่ประมาณ 1,630 จุด คาดการณ์ EPS จะขึ้นไปแตะระดับ 100 บาทต้นๆ และเทรดที่ P/E 16 เท่า
โดยมองปัจจัยสนับสนุนหนุนจากตลาดหุ้นไทยมีเสถียรภาพ (Stability) ดีขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา หลังจากภาพรวมตัวเลขจีดีพีซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการปรับประมาณการขึ้น (Upgrade) จากเดิมในช่วงภาวะสงครามบางฝ่ายเคยมองว่าอาจลงไปอยู่ที่ 1% ต้นๆ ทั้งนี้ BBLAM ประเมินจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 2% รวมถึงประเด็นการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐฯ ที่ทำได้รวดเร็วขึ้น
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมแนะนำ เน้นกลุ่มที่กำไรชัดเจนและปันผลดี โดยมีเซกเตอร์หลักที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่มธนาคาร ทิศทางดูดีขึ้นจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ความกังวลเรื่องหนี้เสีย (NPL) ลดน้อยลง และได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงรวมถึงรายได้จากกลุ่ม Wealth Management
กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง หลังจากรัฐบาลสามารถล้างท่อการเบิกจ่ายได้เร็ว รวมถึงการที่ BOI ถูกเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงได้รวดเร็วขึ้น และกลุ่มท่องเที่ยวและบริโภค มีปัจจัยหนุนจากอีเวนต์ใหญ่ เช่น การประชุม IMF ที่ทำให้การใช้บริการโรงแรมในกรุงเทพฯ เต็ม รวมถึงส่งผลบวกต่อกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ต่อเนื่องกลุ่มพาณิชย์ที่จะฟื้นตัวตาม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและไฟฟ้า ที่ได้รับอานิสงส์จากการเข้ามาของ Data Center และการย้ายฐานการผลิตกลุ่ม PCB
ขณะที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติปัจจุบันเพิกเฉยต่อไทยน้อยลง แต่การเห็นเงินไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญ ต้องรอให้ค่าเงินดอลลาร์เริ่มอ่อนค่า และเห็นการกระจายตัวของกำไรที่กว้างขึ้น ไม่ใช่แค่การหมุนกลุ่มเล่น
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เตรียมจัดงาน “CAPITAL WITH PURPOSE 2026” งานสัมมนาด้าน ESG สำหรับผู้บริหารองค์กร ที่จะเจาะลึกประเด็น Green Finance เทรนด์การเงินเพื่อความยั่งยืน และโอกาสการเข้าถึงทุนในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยงานจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 มิ.ย. 2569 ณ True Digital Park ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงาน คลิกภาพ! 
|