เครือซีพี ขายหุ้น TRUE ให้ "UBS AG London Branch" เพิ่มอีก ร้อยละ 2.706 จากก่อนหน้านี้ขายออกแล้วร้อยละ 4.7 คงเหลือสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 2.585 จะทําการขายโดยเร็ว คาดไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการ นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ TRUE แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จํากัด (CPG) และบริษัทในกลุ่มของ CPG ได้ดำเนินการขายหุ้นบริษัท เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เพิ่มเติมในสัดส่วนร้อยละ 2.706 ของจํานวนหุ้นที่ออกจําหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ให้แก่ UBS AG London Branch (UBS) ตามแผนที่จะจําหน่ายหุ้นของบริษัทฯ ในสัดส่วนรวมไม่เกินร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่ออกจําหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ และเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการจําหน่ายหุ้นชุดแรกในสัดส่วนร้อยละ 4.7 ของจํานวนหุ้นที่ออกจําหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ แล้ว สําหรับหุ้นส่วนที่เหลืออีกไม่เกินร้อยละ 2.585 นั้น จะทําการขายให้แก่ UBS โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เมื่อการดําเนินการด้านธุรการที่เกี่ยวข้องได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และภายหลังการทํารายการดังกล่าว CPG และบริษัทในกลุ่มของ CPG จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ในระยะยาวต่อไป บริษัทฯ คาดว่ารายการดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อทิศทางการดําเนินธุรกิจ การบริหารจัดการ หรือการดําเนินงาน สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น TRUE จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ปัจจัยบวก ราคาหุ้นในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ตามหลังตลาด (Laggard) และซื้อขายใกล้เคียงกับช่วงที่บริษัทขาดทุน ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการควบรวมกิจการ โดยซื้อขายที่ EV/EBITDA ปี 2569 เพียง 6.6 - 8.0 เท่า คาดการณ์กำไรปกติ (Core Profit) เติบโตเฉลี่ยราว 17% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2569 - 2571 และมีแนวโน้มเติบโตสูง 15 - 141% จากการรับรู้ผลประโยชน์หลังควบรวมกิจการที่ทำให้ต้นทุนโครงข่าย ค่าใช้จ่ายการตลาด และระบบ IT ซ้ำซ้อนลดลงอย่างชัดเจน คาดรายได้บริการบรอดแบนด์ปี Q1/69 จะขับเคลื่อนด้วยจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นสุทธิ 350k ราย (เทียบกับปี 2568 ที่ 103k ราย) และคาดรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) จะเพิ่มขึ้น 6% ส่งผลให้รายได้จากบริการนี้เติบโตเด่นถึง 8.4% YoY ฐานะการเงินแข็งแกร่ง สัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Net Debt/EBITDA) มีแนวโน้มทยอยลดลงสู่ระดับ 3.0 เท่า ภายในปี 2571 จากระดับ 4.0 เท่าในปี 2568 เนื่องจากผ่านพ้นช่วงการลงทุนโครงข่ายขนาดใหญ่ไปแล้ว ทำให้กระแสเงินสดดำเนินงานดีขึ้นและทยอยชำระคืนหนี้ได้ต่อเนื่อง นโยบายปันผลใหม่สม่ำเสมอ จูงใจนักลงทุน บริษัทปรับนโยบายจ่ายเงินปันผลเป็น "ทุกไตรมาส" เริ่มตั้งแต่ Q1/69 เป็นต้นไป โดยคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในปีนี้อยู่ที่ระดับ 3 - 5% ปัจจัยลบ รายได้จากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตช้าเพียง 1.8% เนื่องจากถูกกดดันจากยอด ARPU ที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่ประเมินไว้ แม้ว่าจำนวนผู้ใช้บริการจะเพิ่มขึ้นสุทธิ 450k เลขหมายก็ตาม การออกแพ็คเกจรายเดือนราคาประหยัดสำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ อาจกลายเป็นปัจจัยที่ฉุดให้รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU) ของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง บริษัทอาจเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำ (Downside Risk) หากการแข่งขันในอุตสาหกรรมทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์กลับมารุนแรงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงหากมีค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายและงบการตลาดสูงกว่าที่ประมาณการไว้ ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น TRUE เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews |