7 โบรกฯ ประสานเสียงเก็งงบ SCC ไตรมาส 2/69 คาดฟื้นตัวเด่นจากไตรมาสก่อน รับอานิสงส์ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้น ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แข็งแกร่ง และเงินปันผลจากบริษัทร่วม หนุนกำไรสุทธิแตะ 7,600-9,300 ลบ. ส่วนใหญ่แนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 285 บาท มองธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แม้ครึ่งปีหลังยังต้องติดตามทิศทางสเปรดปิโตรเคมีและการฟื้นตัวของอุปสงค์โลก
SCC ผ่านจุดต่ำสุด คาด Q2/69 กำไรปกติทะลุ 7 พันลบ. รับสเปรดปิโตรเคมีฟื้น
บล. ลิเบอเรเตอร์ เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 2/69 นักวิเคราะห์คาดการณ์ผลประกอบการยังดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) แม้ปริมาณขายลดลง แต่ส่วนต่างราคาดีขึ้น และมีเงินปันผลจากบริษัทร่วม : แยกธุรกิจได้ดังนี้ ปูนซีเมนต์ คาดปริมาณขายลดลง q-q แต่ราคาขายมีการทยอยปรับขึ้นตั้งแต่ปีก่อนหน้าทำให้ราคาขายยังอยู่ในระดับสูง โดยปริมาณขายที่ดีขึ้นส่วนใหญ่ยังมาจากโครงการลงทุนของภาครัฐ
บรรจุภัณฑ์ คาดการดำเนินงานดีขึ้น q-q จากปริมาณขายเพิ่มขึ้น และสามารถปรับราคาขายขึ้นตามต้นทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้งการดำเนินงานของ Fajar ดีขึ้นเช่นกันจากการปรับโครงสร้างภายใน รวมถึงมีการปรับราคาขายได้ใกล้เคียงราคาตลาด
ปิโตรเคมี แม้ว่า MOC จะใช้กำลังการผลิตเต็มกำลังการผลิตก็ตาม แต่จากการปิดโรงงานไป 2 แห่ง (ROC ปิดทั้งไตรมาส ส่วน LSP ปิดราว 1.5 เดือน) ส่งผลให้ ปริมาณขายลดลง q-q เช่นเดียวกับปริมาณขาย PVC คาดว่าลดลง q-q เช่นกันจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ แต่คาดได้ส่วนช่วยจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ขยับขึ้นมาHDPE +201 เหรียญ/ตัน, PP +152 เหรียญ/ตัน PVC +105 เหรียญ/ตัน โดยโรงงาน MOC จะเน้นการขายในสินค้ากลุ่ม HVA ซึ่งจะมีราคาขายสูงกว่าปกติราว 200 เหรียญต่อตัน อีกทั้งคาดจะมีกำไรสต็อกเข้ามาจากการบริหารการซื้ออย่างระมัดระวังมากขึ้น
และปกติในไตรมาส 2/69 จะมีเงินปันผลจากบริษัทร่วมทุนเข้ามาทั้งจากโตโยต้าและคูโบต้าที่บริษัทถืออยู่ รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายจะลดลงทั้งจาการคืนหนี้และอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง คาดกำไรปกติอยู่ที่ 7,017 ล้านบาท ฟื้นตัวอย่างมีนัย q-q และจะมีกำไรจากสต็อกเข้ามาราว 1,017 ล้านบาททำให้คาดว่ากำไรสุทธิจะเพิ่มเป็น 8,034 ล้านบาท +29% q-q
ปรับเพิ่มเป้า SCC แตะ 280 บาท มองกำไรปี 69-70 โตต่อ รับปิโตรเคมี-บรรจุภัณฑ์ฟื้น
บล.ดาโอ เปิดเผยว่า หุ้น SCC แนะซื้อ ปรับเป้าขึ้นเป็น 280.00 บาท หากไม่รวมรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน เราคาดกำไรปกติที่ 7,800 ล้านบาท (+129% YoY, +25% QoQ) เติบโต YoY, QoQ หนุนโดยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ (olefins spread) ที่แข็งแกร่งและกำไรของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (SCGP) ที่ดีขึ้น ด้านกำไรสุทธิ คาดอยู่ที่ 7,797 ล้านบาท โดยมีสมมติฐาน ดังนี้
1) ธุรกิจปิโตรเคมี (SCGC) จะได้ประโยชน์จากทั้ง olefins spread ที่ดีขึ้นและการรับรู้กำไรจากสต๊อก (stock gain) ที่เป็นไปได้ ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยผลกระทบจากการหยุดดำเนินงานโรงแครกเกอร์ระยองโอเลฟินส์ (ROC) เต็มไตรมาสและ Long Son Petrochemical (LSP) อีกครึ่งไตรมาส
2) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (CBM) จะเห็นปริมาณขายที่ชะลอตัวตามปัจจัยฤดูกาล ในขณะที่ SCGP น่าจะเห็นกำไรที่ดีขึ้นโดยได้แรงหนุนจากความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นของบริษัท PT. Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar)
3) สำหรับภาพรวมไตรมาส 3/69 เราคาดว่าบริษัทจะเห็นปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ลดลง YoY, QoQ จากผลกระทบจากการหยุดการดำเนินต่อเนื่องของโรงแครกเกอร์ ROC และ LSP ขณะที่ olefins spread มีแนวโน้มอ่อนตัว QoQ บนสมมติฐานสงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐอเมริกา (US)-อิหร่านมีแนวโน้มดีขึ้น HoH
เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 69/70 ขึ้น 8%/8% เป็น 1.80/1.51 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 1.41 หมื่นล้านบาทในปี 68 หลักๆเพื่อสะท้อนสมมติฐาน 1) olefins spread ที่ดีขึ้น และ 2) ความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นของธุรกิจ CBM และ SCGP
คงคำแนะนำขึ้น “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายใหม่ปี 69 ที่ 280.00 บาท (เดิม 250.00 บาท) อิงวิธี SOTP ทั้งนี้ เราเห็น upside จากผลประโยชน์ร่วมกัน (synergy) ที่เป็นไปได้จากการประกาศศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ในการตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) ในธุรกิจ olefins และโพลิโอเลฟินส์ (polyolefins)
ลุ้นครึ่งปีหลัง SCC ดีขึ้น มองปัญหาขนส่งผ่านฮอร์มุซ คลี่คลาย หนุนผลประกอบการ
บล.ฟิลลิป เปิดเผยว่าภาพรวมธุรกิจทยอยฟื้นตัวแนวโน้มธุรกิจปิ โตรเคมีไตรมาส 2/69 กดดันจากปริมาณขายลดลง เนื่องจากขาดวัตถุดิบในกาาผลิต ทั้งนี้ในส่วนของราคาขายปรับตัวดีขึ้นจากอุปทานที่ลดลง ทั้งนี้เรายังคงคำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 162 บาท เนื่องจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยครึ่งหลังของปี เรามองว่าผลประกอบการจะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการคลี่คลายของปัญหาการขนส่งวัตถุดิบผ่านช่องแคบ Hormuz
ภาพรวมธุรกิจทยอยฟื้นตัว: แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมี ไตรมาส 2/69 กดดันจากปริมาณขายลดลงเนื่องจากขาดวัตถุดิบในกาาผลิต เนื่องจากการปิดช่องแคบ Hormuz ช่วงสงคราม ทั้งนี้ ในส่วนของราคาขายปรับตัวดีขึ้นจากอุปทานที่ลดลง เช่นเดียวกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่สูงกว่าตลาดเนื่องจากมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ HVA (High Value Added) เป็นส่วนใหญ่
ด้านธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้อานิสงส์จากราคาขายปูนซีเมนต์ ในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น ช่วยหนุนอัตรากำไรของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม คาดปริมาณขายจะชะลอตัวลงตามฤดูกาล เนื่องจากเป็นช่วง low season ของกิจกรรมก่อสร้างต่างๆ นอกจากนี้มีปัจจัยหนุนด้านเงินปันผลรับจากกลุ่มโตโยต้าและคูโบต้าเข้ามาในช่วงไตรมาส 2/69
ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบลดลง อยู่ระหว่างปรับราคาพื้นฐานขึ้นจาก 162 บาทเพื่อสะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของผลประกอบการ จากอุปทานปิ โตรเคมี โลกที่ตึงตัวมากขึ้นหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม อย่างไรก็ตาม เรายังคงคำแนะนำ ถือ เนื่องจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
โดยครึ่งหลังของปี เรามองว่าผลประกอบการจะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการคลี่คลายของปัญหาการขนส่งวัตถุดิบผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งเริ่มทยอยกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบลดลง และปริมาณการผลิตมีแนวโน้มกลับสู่ระดับปกติ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะถัดไป
SCC ครึ่งปีแรกเข้าเป้า 80% ของกำไรปี 69 หลัง Q2 คาดกำไรฟื้นแรง บล.เคจีไอ ประมาณการณ์ไตรมาส 2/69 โมเมนตัมฟื้นตัวดีต่อเนื่องจากธุรกิจปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์ คาดว่า SCC จะเผยกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ที่ 7,900 ล้านบาท (-54% YoY แต่ +27% QoQ) และกำไรปกติที่ 7,500 ล้านบาท (+244% YoY และ +310% QoQ) (ตัดกำไรจากสต๊อกสินค้าและมูลค่า กำไรสุทธิที่จะรับได้ (NRV) รวม 1,000 ล้านบาทและต้นทุนจากโครงการปรับโครงสร้าง 550 ล้านบาท) การที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้นโดดเด่น QoQ หลัก ๆ จาก chemical spread ทั้ง PE และ PP แข็งแกร่ง ผลงานธุรกิจบรรจุภัณฑ์โดดเด่นบวกกับเงินปันผลรับ (ปกติจะรับรู้ใน ไตรมาส 2 และไตรมาส4) (นำโดย Toyota และ Siam Kubota) แต่ที่กำไรแย่ลง YoY จะมาจากไม่มีรายการ gain on bargain purchase มูลค่า 16,700 ล้านบาท จากการที่ PT Chandra Asri Pacific Tbk (CAP) ลงทุนใน Aster Chemicals and Energy Pte. Ltd. (Aster) ที่ได้เกิดขึ้นในไตรมาส 2/68 รวมถึงไม่มีรายการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน 30.57% ใน CAP ที่จัดประเภทเป็นเงินลงทุนอื่น แม้ว่าผลการดำเนินงานของทั้งสามกลุ่มธุรกิจจะดีขึ้นก็ตาม หากกำไรไตรมาส 2/69 ออกมาตามคาด กำไรหลักครึ่งปีแรก จะอยู่ที่ 9,300 ล้านบาท (+184% YoY) คิดเป็นราว 80% ของ ประมาณการกำไรหลักปี 69 ตาม Bloomberg consensus ชี้กำไร Q2/69 แข็งแกร่ง แต่ระยะยาวปิโตรเคมียังท้าทาย แนะ "ถือ" หลังหุ้นสะท้อนข่าวดีแล้ว บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 8,050 ล้านบาท ลดลง -54% YoY แต่เพิ่มขึ้น +29% QoQ การฟื้นตัวจากไตรมาส 1/69 ได้รับแรงหนุนจาก ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (Fajar พลิกเป็นกำไรได้ราว 300 ล้านบาทใน ไตรมาส 2/69 ซึ่งเป็นการทำกำไรครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021)
ส่วนผลประกอบการธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างคาดว่าอ่อนตัวลงทั้ง YoY และ QoQ จากอุปสงค์ที่อ่อนแอและต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ผนวกกับมีค่าใช้จ่ายพิเศษในการปรับโครงสร้างธุรกิจบันทึกเข้ามาราว 500 ล้านบาทด้วย
อย่างไรก็ตาม EBITDA รวมในไตรมาส 2/69 เติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ โดยเราคาดการณ์ไว้ที่ 13,630 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +26% YoY และ +29% QoQ จากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเมื่อเทียบ QoQ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุ Force Majeure ของโรงงาน ROC และ LSP ก็ตาม
คงคำแนะนำถือ ให้ราคาเป้าหมายปี 69 ที่ 212 บาท (SOTP) ทั้งนี้คาดว่ากำไรหลักจะสูงสุดในรอบนี้แล้วในไตรมาส 2/69 ขณะที่แนวโน้มระยะยาวของปิโตรเคมียังท้าทายจากอุปทานใหม่ที่จะเข้ามาอย่างต่อเนื่องในปี 69-71 ด้านความต้องการซื้อซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างในประเทศยังซบเซา นอกจากนั้น ราคาหุ้นได้ปรับขึ้นสะท้อนผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/69 ไปพอควรแล้ว
อีก 2 โบรกเชียร์ซื้อ เคาะเป้าสูงสุด 285 บาท ลุ้นกำไร Q2/69 แตะ 9.3 พันลบ. บล. กรุงศรี เปิดเผยว่า คาด SCC มีกำไรไตรมาส 2/69 สูงสุดในปีราว 7,603 ล้านบาท (-56% y-y, +22% q-q) จาก supply disruption คงคำแนะนำ Buy ต่อ SCC ที่ ราคาเป้าหมายปีนี้ 285 บาท และเป็นหนึ่งใน top pick ธุรกิจหลักฟื้นต่อเนื่องในปี 69 - 71 กำไรปกติ +108% CAGR ธุรกิจซีเมนต์ low carbon cement เอื้อการปรับขึ้นราคาขายสะท้อนตั้งแต่ไตรมาส 1/69 ,ธุรกิจปิโตรเคมีoversupply ลดลงตามการ rationalized ทั่วโลก
อีกทั้งลดต้นทุนได้เพิ่มหลังโครงการอีเทนเริ่มCOD ในครี่งหลังปี 70 และปริมาณขายโตหลังกลับมาเปิด LSP ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ได้ cost-push inflation และการแข่งขันจากจีนน้อยลงหนุนการปรับเพิ่มราคาขายทั้งนี้ระยะสั้นมีปัจจัยบวกคาดกําไรปกติ ไตรมาส 2/69 สูงสุดในปีโตy-y q-q ธุรกิจปิโตรเคมี spread ฟื้นสูงจากsupply disruption และ มีปันผลโตโยต้า (seasonal)หนุน คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 285 บาท และเป็นหนึ่งใน top pick ทุกธุรกิจอยู่ในขาฟื้นตัว
และ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมิน SCC แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 275 บาท คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ที่ 9,300 ล้านบาท (+49% q-q, -47% y-y) เติบโตแข็งแกร่งจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่สูงขึ้นเต็มไตรมาส รวมถึงผลประกอบการที่คาดเติบโตสูงของ SCGP ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแม้จะชะลอลงบ้างในไตรมาส 3/69 แต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนสงครามและยังเป็นปัจจัยหนุนการทำกำไร เราปรับเพิ่มประมาณการกำไร ปี 69 ขึ้นเป็น 23,500 ล้านบาท แนวรับ 240//237 บาท แนวต้าน 246-248//253 บาท
| โบรกเกอร์ | คาดกำไรสุทธิ Q2/69 (ลบ.) | ราคาเป้าหมาย (บ.) | คำแนะนำ | | ฟินันเซีย ไซรัส | 9,300 | 275 | ซื้อ | | ดีบีเอส วิคเคอร์ส | 8,050 | 212 | ถือ | | ลิเบอเรเตอร์ | 8,034 | - | - | | เคจีไอ | 7,900 | - | - | | ดาโอ | 7,797 | 280 | ซื้อ | | กรุงศรี | 7,603 | 285 | ซื้อ | | ฟิลลิป | - | 162 | ถือ |
|