ฟิทช์ฯ ประกาศคงอันดับเครดิตของ MTC สกุลเงินต่างประเทศระยะยาวที่ "BB" และเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ "A-(tha)" โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ รับคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับที่เพียงพอ -ความสามารถในการทำกำไรดี ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Issuer Default Rating: IDR) ของ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ที่ 'BB' และคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ที่ 'A-(tha)' โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต โครงสร้างเครดิตของบริษัทเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต อันดับเครดิตของ MTC สะท้อนถึงโครงสร้างเครดิตของบริษัทในฐานะผู้ให้บริการสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคของไทยที่มีฐานธุรกิจที่มั่นคงและมุ่งเน้นการให้บริการสินเชื่อที่มีหลักประกัน ทั้งนี้การประเมินดังกล่าวยังพิจารณาถึงการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของ MTC ซึ่งอยู่ในระดับที่เพียงพอ ความสามารถในการทำกำไรที่ค่อนข้างดี และอัตราส่วนหนี้สินที่อยู่ในระดับปานกลาง โดยยังคำนึงถึงฐานลูกค้าของบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงและอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเทียบกับเงินกู้ระยะสั้น (Liquidity Coverage Ratio) ที่อยู่ในระดับค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวยังพิจารณาถึงโครงสร้างเครดิตของ MTC เปรียบเทียบกับสถาบันการเงินอื่นที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศโดยฟิทช์ด้วยเช่นกัน สภาพแวดล้อมในการดำเนินงานที่ยังคงซบเซา: ฟิทช์คาดว่าอัตราการเติบโตของ GDP ของประเทศไทยจะขยายตัว 2.3% ในปี 2569 ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ประกอบกับภาระหนี้สินครัวเรือนซึ่งยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ 86% ของ GDP ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2569 และยังเป็นข้อจำกัดต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคและเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงด้านลบต่อความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ในกรณีที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ สถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่ง อันดับคะแนนปัจจัยด้านโครงสร้างธุรกิจของ MTC ที่ระดับ 'bb' สะท้อนถึงเครือข่ายธุรกิจที่มั่นคงและสถานะผู้นำในตลาดสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นหลักประกันในประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันก็มีการถ่วงดุลกับรูปแบบธุรกิจที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่กลุ่มผู้กู้ที่มีรายได้น้อยซึ่งมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจมากกว่า ทั้งนี้ ฟิทช์ยังพิจารณาถึงการขยายธุรกิจของ MTC ไปยังผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายของโครงสร้างรายได้และกระแสเงินสดของบริษัทในระดับปานกลาง ปัจจัยด้านรูปแบบธุรกิจดังกล่าวและสภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซาสนับสนุนการปรับมุมมองของฟิทช์ต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นหลักประกันของประเทศไทยในช่วงกลางปี 2569 เป็น ‘แนวโน้มถดถอย’ (deteriorating) อย่างไรก็ตาม โครงสร้างอันดับเครดิตของ MTC ยังคงสามารถรองรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ ส่งผลให้บริษัทยังคงมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ การพิจารณาสินเชื่อจากมูลค่าหลักประกันช่วยลดทอนความเสี่ยงจากฐานลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง: กรอบการพิจารณาสินเชื่อของ MTC ที่ให้ความสำคัญกับความเพียงพอของมูลค่าหลักประกันเมื่อเทียบกับขนาดของสินเชื่อ ควบคู่กับกลยุทธ์การมุ่งเน้นสินเชื่อวงเงินขนาดเล็ก ซึ่งมีโครงสร้างหนี้ที่เอื้อต่อการชำระคืนได้ดีกว่าวงเงินขนาดใหญ่ ฟิทช์เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากฐานลูกค้าซึ่งมีความเปราะบางได้ในระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ฐานลูกค้าที่มีรายได้น้อยของบริษัทยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการตรวจสอบด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลจากความพยายามของธนาคารแห่งประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมในภาพรวม ส่งผลให้มีคดีความที่อยู่ระหว่างการพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติในการให้บริการแก่ลูกค้า อย่างไรก็ตามฟิทช์คาดว่าผลกระทบจะมีเพียงเล็กน้อยและสามารถบริหารจัดการได้ แรงกดดันด้านคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ การประเมินด้านคุณภาพสินทรัพย์สะท้อนถึงความผันผวนของคุณภาพสินทรัพย์ที่มีมากขึ้นอันเนื่องมาจากพอร์ตสินเชื่อซึ่งมีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ ทั้งนี้ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมของ MTC ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับ 2.5%-2.6% ในช่วงปี 2568 จนถึงครึ่งปีแรกของปี 2569 โดยได้รับการสนับสนุนจากการมุ่งเน้นสินเชื่อที่มีหลักประกัน มาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงการดำเนินงานเชิงรุกในการยึดและตัดจำหน่ายหนี้สูญ ฟิทช์คาดว่าคุณภาพสินทรัพย์อาจจะปรับตัวอ่อนแอลงเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซาและแรงกดดันด้านค่าครองชีพจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพของบริษัทซึ่งอยู่ที่ 143% ยังสามารถเป็นกันชนรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง ความสามารถในการทำกำไรมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเล็กน้อย ฟิทช์คาดว่าความสามารถในการทำกำไรจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้น และคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจปรับตัวด้อยลง อย่างไรก็ตาม ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วน pretax ROAA จะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่า 4% ในช่วงสองปีข้างหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนอันดับคะแนนปัจจัยด้านโครงสร้างด้านรายได้และความสามารถในการทำกำไรของบริษัท นอกจากนี้ การประเมินของฟิทช์ยังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ผลประกอบการในอนาคตจะมีความผันผวนโดยพิจารณาจากรูปแบบธุรกิจของ MTC ทั้งนี้ อัตราส่วนกำไรก่อนหักภาษีต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (pretax ROAA) ของ MTC ที่คำนวณเป็นรายปีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.8% (จาก 4.6% ในปี 2568) โดยเป็นผลจากค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญที่ปรับตัวลดลง ซึ่งสามารถชดเชยอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ปรับตัวลดลงได้ อัตราส่วนหนี้สินมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น อัตราส่วนหนี้สิน (leverage) ของ MTC มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะปานกลาง เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัวลงและการสะสมผลกำไรของบริษัท ทั้งนี้ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่มีตัวตน (debt/tangible equity) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 3.1 เท่า ณ สิ้นครึ่งปีแรกของปี 2569 จาก 3.3 เท่า ณ สิ้นปี 2568 นอกจากนี้ การประเมินฐานะเงินกองทุนของบริษัทโดยฟิทช์ยังพิจารณาถึงการที่ MTC มีระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในระดับที่ค่อนข้างสูง และรูปแบบธุรกิจที่มีความกระจุกตัว มีการกระจายแหล่งเงินทุนอย่างต่อเนื่อง
โครงสร้างการระดมเงินทุนและสภาพคล่อง (funding and liquidity profile) ของ MTC ยังคงถูกจำกัดด้วยสัดส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับความเสี่ยงซึ่งอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก และมีแหล่งเงินทุนที่มีความหลายหลายน้อยกว่าเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในภูมิภาคที่มีอันดับเครดิตสูงกว่า ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนหลักของ MTC ยังคือหุ้นกู้สกุลเงินบาทซึ่งออกขายในประเทศซึ่งที่ผ่านมามีสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยต่อการออกหุ้นกู้ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินการกระจายแหล่งเงินทุนให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงการออกหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ และเงินกู้ยืมจากผู้ให้กู้ในต่างประเทศ ทั้งนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทยังได้รับการสนับสนุนจากกระแสเงินสดรับจากลูกหนี้สินเชื่ออีกด้วย ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบหรือส่งผลให้เกิดการปรับลดอันดับเครดิต (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยรวมกัน) อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวอาจเผชิญแรงกดดัน หากความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ของ MTC มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 5% ควบคู่ไปกับอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่มีตัวตนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเกินกว่า 4 เท่า โดยไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าสถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การปรับลดอันดับเครดิตยังอาจเกิดขึ้นได้ หากโครงสร้างการระดมเงินทุนหรือสภาพคล่องของ MTC มีการปรับตัวด้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งรวมถึงกรณีที่เกิดการปรับตัวด้อยลงอย่างต่อเนื่องของระดับความเชื่อมั่นของเจ้าหนี้ หรือหากมีเหตุการณ์ด้านกฎระเบียบหรือการดำเนินงานที่มีนัยสำคัญซึ่งส่งผลให้โครงสร้างธุรกิจหรือโครงสร้างทางการเงินของ MTC อ่อนแอลงเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง อีกทั้งการปรับลดอันดับคะแนนปัจจัยด้านสภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเงินทุนและลิสซิ่ง (finance and leasing) ของประเทศไทย อาจส่งผลให้มีการทบทวนแนวโน้มธุรกิจของบริษัทในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตได้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ ในกรณีตัวอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวย ภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญกับความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ หรือสถานะทางการเงินของภาคครัวเรือนที่ปรับตัวแย่ลงอย่างมาก อันดับเครดิตภายในประเทศ
การปรับลดอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ MTC อาจส่งผลให้มีการปรับลดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวเช่นกัน ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าวจะพิจารณาเปรียบเทียบกับโครงสร้างเครดิตของบริษัทอื่นที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศโดยฟิทช์ด้วยเช่นกัน ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงบวกหรือส่งผลให้เกิดการปรับเพิ่มอันดับเครดิต (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยรวมกัน) อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศ การปรับเพิ่มอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะปานกลาง เว้นแต่จะมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและต่อเนื่องของคะแนนในหลายปัจจัย
อันดับเครดิตภายในประเทศ การปรับเพิ่มอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวอาจเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่ MTC ดำเนินกลยุทธ์การเติบโตด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้มีเสถียรภาพได้ตลอดวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยได้รับการสนับสนุนจากแนวทางการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินที่มีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากอัตราส่วนสภาพคล่องเทียบกับเงินกู้ระยะสั้นที่ปรับตัวแข็งแกร่งยิ่งขึ้นและรักษาไว้ในระดับที่ไม่น้อยกว่า 0.25 เท่า หรืออัตราส่วนหนี้สินที่ปรับตัวลดลงโดยมีการดำรงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่มีตัวตนที่ระดับไม่เกิน 2.5 เท่า
อันดับเครดิตตราสารหนี้และอันดับเครดิตอื่น: ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ของ MTC และโครงการหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน Global Medium-Term Note (GMTN) มูลค่า 3.0 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของบริษัทที่ 'BB' ในขณะที่หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิสกุลเงินบาทได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ MTC ที่ 'A–(tha)' ทั้งนี้ อันดับเครดิตทั้งสองดังกล่าวสะท้อนถึงสถานะของหุ้นกู้ที่เป็นภาระผูกพันที่ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัท
อันดับเครดิตตราสารหนี้และอันดับเครดิตอื่น: ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต อันดับเครดิตของโครงการหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (GMTN) สกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ และหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ประเภทไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกันของ MTC จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันกับอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของบริษัท
อันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกันสกุลเงินบาทของ MTC จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของบริษัท การปรับคะแนนของปัจจัยในการพิจารณาโครงสร้างอันดับเครดิต อันดับคะแนนที่ให้แก่ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานได้รับการจัดอันดับให้อยู่สูงกว่าคะแนนตามเกณฑ์เนื่องจากการปรับเพิ่มคะแนนด้วยปัจจัยด้านอันดับเครดิตของประเทศ
อันดับคะแนนที่ให้แก่ปัจจัยด้านโครงสร้างธุรกิจได้รับการจัดอันดับให้อยู่ต่ำกว่าคะแนนตามเกณฑ์เนื่องจากการปรับลดคะแนนด้วยปัจจัยด้านรูปแบบธุรกิจ (business model) อันดับคะแนนที่ให้แก่ปัจจัยด้านคุณภาพสินทรัพย์ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ต่ำกว่าคะแนนที่ตามเกณฑ์เนื่องจากการปรับลดคะแนนด้วยปัจจัยด้านโครงสร้างความเสี่ยงและรูปแบบธุรกิจ (risk profile and business model) อันดับคะแนนที่ให้แก่ปัจจัยด้านรายได้และความสามารถในการทำกำไรได้รับการจัดอันดับให้อยู่ต่ำกว่าคะแนนตามเกณฑ์เนื่องจากการปรับลดคะแนนด้วยปัจจัยด้านความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อ (portfolio risk) อันดับคะแนนที่ให้แก่ปัจจัยด้านการระดมทุนและการก่อหนี้ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ต่ำกว่าคะแนนตามเกณฑ์เนื่องจากการปรับลดคะแนนด้วยปัจจัยด้านโครงสร้างความเสี่ยงและรูปแบบธุรกิจ (risk profile and business model) |