*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปิดที่ 84.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 2.83 ดอลลาร์ หรือ -3.23% ต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนส.ค. ปิดที่ 87.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 3.05 ดอลลาร์ หรือ -3.37% ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้จะบรรลุผลในเร็ว ๆ นี้ โดยแหล่งข่าวฝั่งตะวันตกรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า อาจมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งในภูมิภาค เร็วสุดในวันอาทิตย์ที่นครเจนีวา ขณะที่อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า ยังไม่มีการลงนามใน MoU *** สื่อต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติสงครามแล้ว และจะกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังการสู้รบยาวนานกว่า 3 เดือน โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลงในทันที ขณะที่ปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลาง ระบุว่าพิธีลงนามจะมีขึ้นในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และจะมีการหารือประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในขั้นตอนต่อไป ขณะที่คาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านและสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MoU) แล้ว และพิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามการให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่าน ราคาน้ำมันโลกร่วงลงทันทีหลังรายงานดังกล่าว โดย ณ เวลา 7.25 น. ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนก.ค. อยู่ที่ระดับ 80.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ -5.02% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ งวดส่งมอบเดือนส.ค. อยู่ที่ระดับ 83.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ -4.32% *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้อิสราเอลยุติปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน และระบุว่าไม่ควรมีการโจมตีเพิ่มเติมจากฝ่ายใดอีก รวมถึงการโจมตีจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่มุ่งเป้าต่ออิสราเอล พร้อมกล่าวว่าสถานการณ์ครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพที่ยั่งยืนและงดงาม *** ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันจันทร์ โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้น 5.1% ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.6% และดัชนี Topix ซึ่งสะท้อนภาพรวมตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้น 2.6% ส่วนดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.3% สะท้อนบรรยากาศเชิงบวกในตลาดหุ้นทั่วภูมิภาค หลังรายงานการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งนำไปสู่ความหวังว่าจะมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ *** ผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ออกแถลงการณ์ร่วม พร้อมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องต่ออิหร่าน เพื่อตอบสนองต่อการดำเนินการที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ของอิหร่านในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดเดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดประจำปีของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง การประชุมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน เริ่มในวันจันทร์ ที่เมืองเอวิยง-เลอ-แบงส์ ทางตะวันออกของฝรั่งเศสติดกับสวิตเซอร์แลนด์ *** กระทรวงพาณิชย์จีนระบุเมื่อวันเสาร์ว่า จีนไม่พอใจอย่างยิ่งต่อการที่สหรัฐฯ เพิ่มรายชื่อบริษัทจีนขนาดใหญ่หลายแห่งเข้าไปในบัญชีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้ให้การสนับสนุนกองทัพจีน ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศจีนได้แสดงความกังวลต่อการเพิ่มรายชื่อดังกล่าว โดยมีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนหลายแห่งถูกเพิ่มชื่อลงในบัญชี อาทิ Alibaba ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่, Baidu ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจินชั้นนำ รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BYD และ NIO *** สวิตเซอร์แลนด์ลงมติไม่เห็นชอบแผนจำกัดจำนวนประชากรของประเทศไว้ที่ 10 ล้านคน ในการลงประชามติเมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้น้ำหนักกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป มากกว่าความกังวลว่าการอพยพเข้าประเทศจะสร้างภาระต่อบริการสาธารณะและผลักดันค่าเช่าที่อยู่อาศัยให้สูงขึ้น ผลการนับคะแนนเบื้องต้นของการลงประชามติทั่วประเทศแสดงให้เห็นว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวสวิตเซอร์แลนด์เกือบ 55% ลงคะแนนคัดค้านข้อเสนอดังกล่าว ขณะที่ 45% ลงคะแนนสนับสนุน *** กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า กองกำลังทหารของสหราชอาณาจักรได้สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันของกองเรือเงารัสเซียลำหนึ่งในช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ กระทรวงกลาโหมระบุในแถลงการณ์ว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการลักษณะดังกล่าวครั้งแรกที่นำโดยสหราชอาณาจักร โดยหน่วยนาวิกโยธินและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่ผ่านการฝึกอบรมพิเศษจากสำนักงานอาชญากรรมแห่งชาติได้เข้าตรวจค้นเรือ SMYRTOS” ด้านนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่า เขาเป็นผู้สั่งการให้ดำเนินการสกัดกั้นดังกล่าว ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้กำลังพยายามแล่นผ่านช่องแคบอังกฤษ *** หุ้น SpaceX เข้าเทรดวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แนสแดคเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำสถิติ IPO ที่มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีปริมาณการซื้อขายมากกว่า 500 ล้านหุ้น และปิดตลาดที่ประมาณ 160 ดอลลาร์ต่อหุ้น สูงกว่าราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น เกือบ 20% ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในวันแรกพุ่งเกิน 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ แม้จะมีการจัดสรรหุ้นให้แก่นักลงทุนรายย่อยในสัดส่วนสูง และได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาด แต่การซื้อขายไม่ได้ผันผวนมาก ขณะที่แรงส่งยังคงดำเนินต่อไปหลังตลาดปิดทำการเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์ *** ครัวเรือนญี่ปุ่นกำลังเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินที่ปฏิบัติกันมานานภายใต้ภาวะเงินฝืดและอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยหันไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและกองทุนรวมมากขึ้น หลังจากเงินฝากธนาคารไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้เพียงพออีกต่อไป แม้ว่าสินทรัพย์ทางการเงินของภาคครัวเรือนญี่ปุ่นมูลค่าราว 2.3 ล้านล้านล้านเยน (14.6 ล้านล้านดอลลาร์) ประมาณครึ่งหนึ่งยังคงอยู่ในรูปเงินฝากธนาคาร แต่การเข้าสู่ยุคเงินเฟ้อและความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต กำลังกระตุ้นให้ครัวเรือนย้ายเงินออมไปสู่สินทรัพย์การลงทุนประเภทอื่นมากขึ้น. *** รัฐบาลสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ Anthropic PBC ระงับการเข้าถึงโมเดลปัญญาประดิษฐ์ Fable 5 และ Mythos 5 สำหรับบุคคลต่างชาติทั้งหมด โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ Anthropic ได้ปิดการเข้าถึงระบบทั้งสองสำหรับลูกค้าทุกรายเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งดังกล่าว หลังจากบริษัทตรวจพบว่า Fable 5 สามารถหลบเลี่ยงมาตรการป้องกันและข้อจำกัดที่กำหนดไว้ได้ การดำเนินการของรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับผู้พัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ทั้งหมด และได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรม AI รวมถึงความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศในอนาคต *** อินโดนีเซียกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญ ขณะที่ MSCI กำลังตัดสินใจว่าจะเดินหน้าปรับลดสถานะตลาดหุ้นของประเทศหรือไม่ ท่ามกลางข้อกังขาของนักลงทุนเกี่ยวกับความสามารถในการฟื้นตัวของตลาดหุ้นที่มีผลการดำเนินงานย่ำแย่ที่สุดในโลกปีนี้ หากถูกปรับสถานะไปอยู่กลุ่มตลาดชายขอบ (Frontier Market) อาจกระตุ้นให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออก และเพิ่มแรงกดดันต่อดัชนี Jakarta Composite Index ซึ่งร่วงลงไปเกือบ 31% นับตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม นักกลยุทธ์การลงทุนบางส่วนมองว่า ปัจจัยพื้นฐานสำหรับการลงทุนระยะยาวของอินโดนีเซียยังคงแข็งแกร่ง โดยชี้ถึงขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และตลาดภายในประเทศที่มีขนาดมหาศาล ซึ่งยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศ |