“มีที่ มีเงิน” ในเครือ ออมสิน ปรับเงื่อนไขสินเชื่อใหม่ เพิ่มความยืดหยุ่นการเข้าถึงเงินทุน ขยายเวลากู้เป็น 10 ปี - ลดดอกเบี้ยปีแรกเหลือ 6.75% และปรับลดวงเงินกู้ขั้นต่ำสำหรับผลิตภัณฑ์ขายฝากเหลือ 2 ลบ. ย้ำเป้าสินเชื่อใหม่ปีนี้ 5,000 ลบ. นายวีระชัย อมรถกลสุเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด ในเครือธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 69 ว่า บริษัทได้ปรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงเงินทุนได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน สำหรับเงื่อนไขสินเชื่อใหม่ ประกอบด้วย 1. ขยายระยะเวลากู้จาก 5 ปี เป็น 10 ปี ช่วยลดภาระการผ่อนชำระ เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
2. ลดอัตราดอกเบี้ยปีแรกเหลือ 6.75% สำหรับลูกค้าที่ตรวจเครดิตบูโรและได้รับการจัดอันดับเครดิตระดับ AA เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ
3. เพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่ม NCB Score ระดับ EE และ No Score ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม
4. ปรับลดวงเงินกู้ขั้นต่ำของผลิตภัณฑ์ขายฝาก จากเดิม 3 – 50 ล้านบาท เหลือ 2 – 50 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ง่ายขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
โดยในครึ่งปีหลัง 69 บริษัทยังคงยึดมั่นในพันธกิจสำคัญในการช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สิน ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างเป็นธรรม ด้วยต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม ย้ำเป้าสินเชื่อใหม่ 5,000 ลบ. เน้นหนักพอร์ตสินเชื่อจำนอง 90%
สำหรับปี 69 บริษัท ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5,000 ล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อรวมราว 10,000 ล้านบาท โดยกว่า 90% เป็นสินเชื่อจำนอง ขณะที่สินเชื่อขายฝากมีสัดส่วนประมาณ 10% และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในภาวะปัจจุบันที่สถาบันการเงินต่าง ๆ มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความกังวลต่อผลกระทบจากปัจจัยภายนอกทำให้การปล่อยสินเชื่อกับกลุ่ม SME มีการชะลอตัวลง แต่เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของกลุ่ม SME รายเล็ก ยังคงเดินหน้าไปต่อได้ "มีที่ มีเงิน" ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อจำนองที่ดิน ที่ยังคงคอยสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย โดยที่ไม่ต้องตรวจ NCB. สำหรับบุคคลธรรมดาวงเงินไม่เกิน 2 ล้านและนิติบุคคลวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ NCB.อาจจะเคยติดขัด แต่ยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ สามารถเติมเงินทุนหมุนเวียนต่อลมหายใจให้ธุรกิจไปต่อ จุดเด่นของ "มีที่ มีเงิน" คือ เงื่อนไขน้อย รับเงินก้อน ผ่อนสบายนานถึง 10 ปี นอกจากนี้ บริษัท ยังมีผลิตภัณฑ์ขายฝาก เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ไม่ต้องการผ่อนชำระคืนเป็นรายงวด แต่มีโอกาสที่จะหาแหล่งเงินทุนมาชำระหนี้ภายใน 1 ปีได้ ก็สามารถมาใช้บริการขายฝากในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินไปเสริมสภาพคล่องก่อนได้ ในปีนี้บริษัท ขยายฐานโดยตรงผ่านเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย หอการค้าจังหวัด และสมาคมธุรกิจต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับองค์กรจาก “โครงการช่วยเหลือ” สู่การเป็นผู้ให้บริการทางการเงินประเภท Non-Bank ที่ดำเนินธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ “เป้าหมายสำคัญของเราคือการช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงมุ่งเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และข้อจำกัดด้านการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดย ‘มีที่ มีเงิน’ พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่อง แต่มีที่ดินเป็นหลักทรัพย์ในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ” มองศก.ไทยครึ่งหลัง ดีกว่าคาด สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 คาดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจภายในประเทศยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการผลิตและการส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมศักยภาพสูง โดยเฉพาะธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มีส่วนสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนเริ่มฟื้นตัวและมีทิศทางที่ดีขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว คาดว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้อัตราการเติบโตอาจยังอยู่ในระดับที่ระมัดระวัง โดยคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีจะไม่เกิน 2% แต่ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |