บล.เมย์แบงก์ฯ แนะปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล จากการกำไรปีนี้ คาดเติบโต 4% รับปัจจัยหนุนในช่วงครึ่งหลังปี 69 จากการฟื้นตัวของคนไข้ตะวันออกกลาง - ฐานคนไข้กัมพูชาเข้าภาวะปกติ และการเพิ่มอัตราเบิกจ่ายค่ารักษาประกันสงัคม ชู BH และ CHG หุ้นเด่น บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มโรงพยาบาลขึ้นเป็น "เชิงบวก" แม้ว่าอุปสงค์ในประเทศ น่าจะยังคงชะลอตัว แต่มอง valuation ของกลุ่มที่ P/E ปี 2569 ที่ 17x (-2SD ของค่าเฉลี่ย ย้อนหลัง 10 ปี) นั้นไม่แพงและได้สะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว คาดว่าการเติบโตของกําไรในกลุ่มนี้จะปรับตัวดีขึ้นเป็น +4% YoY (เทียบกับ -2% YoY ใน 1H69) 3 ปัจจัยหนุน สําคัญที่จะขับเคลื่อนให้กลุ่มโรงพยาบาลใน 2H69 ได้แก่ 1) การกลับมาของคนไข้ชาวตะวันออกกลางและ pent-up demand ที่อาจเกิดขึ้น 2) โอกาสในการปรับเพิ่มอัตราการเบิก จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของประกันสังคม (สปส.) 3) การกลับสู่ระดับปกติของฐานคนไข้ในกัมพูชา หุ้นเด่นของเราคือ BH (ราคาเป้าหมาย 215 บาท) และ CHG (ราคา เป้าหมาย 1.85 บาท) ส่วนความเสี่ยงสําคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่อาจ รุนแรงขึ้น การฟื้นตัวของคนไข้ตะวันออกกลางที่ช้ากว่าคาด และความล่าช้าในการปรับอัตราจ่ายเงินของประกันสังคม คาดผู้ป่วยตะวันออกกลางเร่งตัวขึ้นหลังสถานการณ์คลี่คลาย ราคาหุ้นของโรงพยาบาลที่วิเคราะห์ปรับตัวลดลง 13-16% ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. 69 จากความกังวลว่าการเดินทางของผู้ป่วยจากตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผลกระทบต่อกําไรมีจํากัด โดยคิดเป็นเพียง ไม่เกิน 1-2% ของกําไรทั้งกลุ่มในปี 2569 ปัจจุบันสถานการณ์ได้คลี่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเที่ยวบินจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่ ฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 80-100% ของระดับก่อนเกิดสงคราม ขณะที่จํานวนนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 2% YoY ในเดือน พ.ค. จาก -33% ถึง -57% YoY ในช่วง เดือน มี.ค.- เม.ย. นอกจากนี้ สถิติในอดีตสะท้อนว่าหลังทุกความขัดแย้งที่ผ่านมาคลี่คลายลงมักจะตามมาด้วยจํานวนคนไข้ตะวันออกกลางเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็น upside เพิ่มเติมต่อประมาณการของเรา อีกทั้งยังไม่กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการชําระเงิน เนื่องจากประเทศหลักๆ ในตะวันออกกลางมีฐานะทางการคลังที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ โอกาสสูงที่ประกันสังคมจะปรับขึ้นอัตราการเบิกจ่ายในรอบนี้ เชื่อว่าความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราจ่ายเงินชดเชยในรอบนี้มีสูงขึ้น โดยอาจเกิดขึ้นใน 4069 หรือ 1H70 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก 3 ปัจจัย คือ 1) สถานการณ์ทางการเมืองที่มั่นคงขึ้น และปัจจุบันทางประกันสังคมได้เริ่มกระบวนการจัดตั้งอนุกรรมการเพื่อทบทวนอัตราการเบิกจ่ายแล้วเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา 2) ต้นทุนทางการแพทย์ที่สูงขึ้น ในขณะที่อัตราการ จ่ายเงินชดเชยไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานานถึง 3-6 ปี 3) สถานะกองทุนประกันสังคมที่แข็งแกร่ง และการปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างของรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเมื่อต้นปี คาดว่าจะช่วยเพิ่มเงินเข้ากองทุนการแพทย์ได้ถึง 7.4 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับการปรับอัตราจ่ายเงินทั้ง 3 ส่วน ภายใต้สถานการณ์จําลองที่มีการปรับอัตราจ่ายเงินทั้ง 3 ส่วนขึ้น (ปรับค่า เหมาจ่ายรายหัวขึ้น 10% / ปรับอัตราผู้ป่วยในที่มีค่า RW-2 ขึ้น 25% และปรับงบโรคเรื้อรัง 26 โรคขึ้น 5%) เราประมาณการว่าจะช่วยเพิ่มอัพไซด์ต่อกําไรปี 2570 ของ CHG และ BCH ได้ถึง 19-26% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการปัจจุบันของเรา BH และ CHG คือหุ้นเด่น เลือก BH (ราคาเป้าหมาย 215 บาท) และ CHG (ราคาเป้าหมาย 1.85 บาท) เป็นหุ้นเด่น ประจํากลุ่ม โดย BH ยังคงเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการฟื้นตัวของกลุ่มคนไข้ตะวันออก กลาง ซึ่งคิดเป็น 23% ของรายได้ทั้งหมด เมื่อรวมกับการควบคุมต้นทุนที่แข็งแกร่ง คาดว่ากําไรปี 2569-2571 จะเติบโตด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 5% (เทียบกับของ กลุ่มที่ 2.6%) CHG เป็นหุ้นที่ชอบสําหรับตอบรับประเด็นการปรับขึ้นอัตราการเบิกจ่ายของประกันสังคม โดยชอบ CHG มากกว่า BCH เนื่องจาก CHG มีอัตราการเติบโตของกําไรในปี 2569-2571 ที่แข็งแกร่งกว่าที่ 5% (เทียบกับ BCH ที่ทรงตัว) และมีมูลค่าหุ้นที่ ถูกกว่า โดยมี P/E ปี 2569 อยู่ที่ 16x เทียบกับ BCH ที่ 19x นอกจากนี้ การเปิดด่านชายแดนเมียนมาที่ผ่านมาน่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนที่ช่วยขับเคลื่อนการฟื้นตัวของโรงพยาบาลจุฬารัตน์ แม่สอดอีกด้วย 
ที่มา : บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) |