PTG ทำผลงานครึ่งแรกปี 69 รายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 118,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% ชู “กาแฟพันธุ์ไทย” เป็นหัวหอกสร้างรายได้ ธุรกิจ Non-Oil โตแรง ตามการขยายสาขา เดินหน้าครึ่งปีหลังภายใต้กลยุทธ์ “Powering Thai Lives” พร้อมนำแนวคิด “One PTG” มาเชื่อมโยงธุรกิจและฐานลูกค้า ดันสัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil สู่เป้าหมาย 40–45% นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 สามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่จำนวน 74 ล้านบาท จากขาดทุนสุทธิ 205 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า โดยการฟื้นตัวดังกล่าวมีแรงสนับสนุนจากกำไรขั้นต้นต่อลิตรของธุรกิจ Oil ที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ Non-Oil ส่วนครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 118,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% YoY โดยรายได้จากธุรกิจ Oil เพิ่มขึ้น 2.3% YoY เป็น 105,356 ล้านบาท แม้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวมลดลง 5.2% YoY ก็ตาม ส่วนธุรกิจ Non-Oil มีรายได้จากการขายและการให้บริการจำนวน 13,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.7% YoY และมีกำไรขั้นต้น 3,974 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.5% YoY ซึ่งเติบโตในอัตราที่สูงกว่ารายได้ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายเครือข่ายในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย ที่มีรายได้เติบโต 61.5% YoY เป็น 3,518 ล้านบาท ตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสาขารวม 2,467 แห่ง เพิ่มขึ้น 825 สาขา หรือ 50.2% YoY หรือ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 สาขาต่อวัน ธุรกิจก๊าซ LPG มีรายได้เพิ่มขึ้น 6.4% YoY เป็น 5,414 ล้านบาท โดยปริมาณการจำหน่ายก๊าซ LPG เพิ่มขึ้น 5.2% YoY ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสถานีบริการทั้งสิ้น 248 แห่ง เพิ่มขึ้น 1.6% YoY ส่วนธุรกิจ Oil มีรายได้จากการขายและการให้บริการ จำนวน 105,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% YoY จากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น แม้ปริมาณจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางลดลง 5.2% YoY เป็น 3,192 ล้านลิตร โดย ปริมาณจำหน่ายผ่านสถานีบริการ PT ลดลง 4.6% YoY เป็น 3,150 ล้านลิตร ขณะที่บริษัทฯ มีสถานีบริการน้ำมัน PT จำนวน 2,279 สถานี เพิ่มขึ้น 1.4% YoY มีส่วนแบ่งการตลาดน้ำมัน ผ่านช่องทางค้าปลีก 20.0% สำหรับทิศทางธุรกิจของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 เชื่อว่ามีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งบริษัทฯ จะรักษาความสามารถในการทำกำไร และการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้โครงสร้างกลยุทธ์ “Powering Thai Lives: Everywhere. Everyday. Everyone” โดยนำแนวคิด “One PTG” มาใช้เชื่อมโยงฐานลูกค้า เครือข่าย ตลอดจนสินค้าและบริการของธุรกิจ Oil และ Non-Oil เพื่อเพิ่มโอกาสในการใช้บริการข้ามธุรกิจและสร้างการเติบโตร่วมกันภายใน Ecosystem ควบคู่กับการบริหารต้นทุน ค่าใช้จ่าย และการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยธุรกิจ Non-Oil จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพของสาขาเดิม การบริหาร ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากฐานสมาชิก PT Max Card เพื่อสนับสนุนการใช้บริการข้ามธุรกิจ ควบคู่กับการบริหารประสิทธิภาพต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย บริษัทฯ ได้ปรับเป้าหมายจำนวนสาขา ณ สิ้นปี 2569 เป็น 2,751 สาขา เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะการเปิดสาขาและแนวทางการคัดเลือกทำเลอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการเพิ่มยอดขายต่อสาขา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการขยายการมีส่วนร่วมของสมาชิก ขณะที่ธุรกิจก๊าซ LPG ยังคงเป้าประมาณการตามเดิม โดยคาดว่าจะมีจุดจำหน่ายทั้งสิ้น 836 จุดให้บริการภายในสิ้นปี 2569 ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โครงการโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะของบริษัท พลังงานพัฒนา 5 จำกัด ได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 โดยในช่วงครึ่งหลังของปี บริษัทฯ จะรักษาเสถียรภาพของการผลิต บริหารปริมาณและคุณภาพเชื้อเพลิง ตลอดจนควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนการรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเต็มไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป และทยอยเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว นอกจากนี้ยังได้ปรับประมาณการ การเติบโตของยอดขายธุรกิจ Non-Oil ในปี 2569 เป็น 20–30% YoY เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะการขยายเครือข่ายและสภาพแวดล้อมการใช้จ่ายของผู้บริโภค บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายสัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil ที่ 40–45% สะท้อนการให้ความสำคัญกับคุณภาพของรายได้ ประสิทธิภาพของสาขา และความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความสำเร็จจากการบริหารพอร์ตธุรกิจที่สมดุล ล่าสุด PTG ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิก Sustainability Yearbook 2026 ในกลุ่มอุตสาหกรรม Retailing จากผลการประเมิน Corporate Sustainability Assessment (CSA) โดย S&P Global ซึ่งนับเป็นปีแรกที่บริษัทฯ ได้รับการยอมรับในรายงานระดับโลก พร้อมทั้งได้รับการจัดอันดับใน Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของ PTG ในระดับภูมิภาค ตลอดจนความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงธุรกิจน้ำมัน, Non-Oil, ฐานสมาชิก Max Card และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน ทั้งนี้ PTG มุ่งมั่นสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมผ่านการสร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสนับสนุนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ “อยู่ดี มีสุข” ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและส่งเสริมการเติบโตขององค์กรในระยะยาว ความเห็นโบรกฯ บล.กรุงศรี ยปรับลดกำไรปกติPTG 2026F ลง -54% (ฐานต่ำ) เป็น 437 ลบ. (-57% y-y) ตามการปรับลดรายได้สะท้อนผลกระทบการเสียส่วนแบ่งตลาดฯ และกำลังซื้อที่ได้รับผลกระทบจากสงครามฯ ทั้งนี้ ปรับTP27F = 9.5 บ. คงคำแนะนำ Buy ยังคงมุมมองที่ให้รอ ซื้อเมื่อการเปิดฮอร์มุซชัดเจน เพื่อรับการกลับมาฟื้นตัวในระยะยาวตามปริมาณขายและ อัตรากำไรที่ฟื้นทั้ง oil และ non-oil ตามการขยายสาขา และ กำลังซื้อฟื้นตัว รวมถึงประสบ ความสำเร็จในการปรับโปรโมชั่นบัตร max card plus ดึง traffic เข้ามาได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ 2Q26 EBITDA ใก้ลเคียงคาด ฟื้น q-q ตามค่าการตลาดฯและ GP พันธุ์ไทย ด้าน บล.ดาโอ (ประเทศไทย) มอง PTG ประกาศกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 74 ล้านบาท เทียบกับ กำไร 312 ล้านบาทใน 2Q26 และขาดทุน -205 ล้านบาทใน 1Q26 ต่ำกว่าเราและตลาดคาด 28%/28% โดยต่ำกว่าเราคาดหลักๆจากค่าใช้จ่ายทางภาษีที่สูงกว่าคาด แต่บริษัทรายงาน EBITDA ที่ 1.7 พันล้านบาท (-2% YoY, +32% QoQ) คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2026E/2027E ที่ เป็น 0.5/1.3 พันล้านบาท เทียบกับ 1.0 พันล้านบาท โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ คือ 1) GP/litre จะอยู่ในช่วง Bt1.50/litre-Bt1.60/litre จาก Bt1.65/litre 2) ปริมาณขายน้ำมันจะอยู่ในช่วง 6.77-6.85 พันล้านลิตร เทียบกับ 6.69 ล้านลิตรในปี 2025 และ 3) SG&A-to-revenue ratio จะอยู่ในช่วง 6.9%-7.2% เทียบกับ 7.0% ในปี 2025 คงคำแนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมายกลางปี 2026E ที่ 8.00 บาท อิง 2026E/2027E PER ที่ 14.7x (ประมาณ -0.8SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |