แสนสิริ จับมือ SET - KBank เปิดเวที Green Up 2026 ชี้ ESG ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยกำหนดความสามารถแข่งขันในอนาคต พร้อมเร่งภาคธุรกิจปรับตัวรับ Thailand Taxonomy เข้าถึง Green Finance เดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ผู้นำด้านความยั่งยืนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย จัดฟอรัมใหญ่แห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” เพื่อขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ คู่ค้า และพันธมิตรใน Green Ecosystem ร่วมเปลี่ยนผ่านสู่แนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมรับมือกับเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy และร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ SIRI ชูความยั่งยืนเป็นแต้มต่อธุรกิจ เดินหน้า Net Zero ปี 2050 ดัน Green Finance กว่า 4,000 ลบ. นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิดความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลยุทธ์ 3 Green Framework ครอบคลุมการจัดซื้อ การก่อสร้าง และการออกแบบอาคาร ร่วมกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานกว่า 4,000 ราย ทั้งนี้ การประกาศใช้มาตรฐาน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ซึ่งครอบคลุมภาคอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ช่วยยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของแสนสิริให้สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำค่า Emission Intensity มาใช้เป็นตัวชี้วัดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และได้รับการรับรองจาก Bureau Veritas แสนสิริมองว่า Thailand Taxonomy ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ แต่เป็นโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ปัจจุบันบริษัทได้รับการสนับสนุน Green Loan สำหรับ 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนการพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำ เทรนด์ผู้บริโภคกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืนมากขึ้น ยังเป็นแรงหนุนสำคัญ โดยโครงการที่ผ่านเกณฑ์ Taxonomy สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้ 25-35% ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยลดค่าใช้จ่ายได้จริง เป้าหมายระยะยาว แสนสิริตั้งเป้าสู่ Net Zero ภายในปี 2050 โดยในปี 2568 สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 14% และตั้งเป้าลดให้ได้ 20% ภายในปี 2573 พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการ Wellness Community และ Biodiversity Flagship รวมถึงยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรใน Ecosystem อย่างต่อเนื่อง ความยั่งยืนจะเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในอนาคต โดยวัดความสำเร็จจากความสามารถในการสร้างคุณค่าร่วมกันให้กับลูกค้า คู่ค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน SET ชี้ ESG ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป เร่งหนุนธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยั่งยืน นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า ESG ไม่ใช่เพียงเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ CSR อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน โดยนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศนำปัจจัยด้านความยั่งยืนมาใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น มาตรฐาน Thailand Taxonomy จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายความยั่งยืนระดับโลกสู่การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน ยอมรับว่า แม้นักลงทุนจำนวนหนึ่งยังให้ความสำคัญกับผลประกอบการระยะสั้น แต่ปัจจุบันมีนักลงทุนระยะยาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมองการลงทุนในมิติ 5-8 ปี หรือยาวถึง 20-30 ปี ซึ่งความยั่งยืนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตและมูลค่าให้ธุรกิจในอนาคต ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 0.69% ของโลก แต่กลับติดอันดับ 20 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศรุนแรงมากที่สุด และในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจส่งผลให้ GDP ไทยหดตัวได้ถึง 40% ภายในปี 2048 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ SET ได้ประกาศวิสัยทัศน์ “Trusted Gateway to Sustainable Finance” พร้อมพัฒนาเครื่องมือและโซลูชันด้านความยั่งยืน อาทิ SET Carbon สำหรับจัดทำบัญชีคาร์บอนและวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายคาร์บอนและบริการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและการเงิน SET ยังสนับสนุนการใช้ข้อมูล ESG ผ่านดัชนีและระบบประเมินมาตรฐานสากล เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินศักยภาพการเติบโตและความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนได้อย่างรอบด้าน แนวโน้มการลงทุนเพื่อความยั่งยืนยังเติบโตต่อเนื่อง โดยกองทุน ESG มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 150,000 ล้านบาท ขณะที่ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนและสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืนขยายตัวอย่างก้าวกระโดด สะท้อนความต้องการของนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าในระยะยาวควบคู่กับการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบ KBANK หนุนธุรกิจเข้าถึง Green Finance ชี้องค์กรปรับตัวด้าน ESG ได้เปรียบแข่งขัน นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเปรียบเสมือน “เครื่องยนต์” ที่ช่วยขับเคลื่อนภาคธุรกิจสู่ความยั่งยืนได้เร็วขึ้น ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือบริหารจัดการคาร์บอน และแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) ปัจจุบันสถาบันการเงินเริ่มนำเกณฑ์ Thailand Taxonomy มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้องค์กรที่ปรับตัวด้าน ESG และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการด้านคาร์บอนและกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศในอนาคต ภายใต้แนวทาง Customer Transition Journey กสิกรไทยให้การสนับสนุนลูกค้าตั้งแต่การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การให้คำปรึกษาด้าน ESG ตลอดจนการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียน อาคารสีเขียว และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สองเกณฑ์คุณสมบัติสีเขียว 1. การรับรองอาคารสีเขียว กำหนดให้อาคารต้องได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อยืนยันว่าเป็นอาคารที่มีการออกแบบและการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2. เกณฑ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก กำหนดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ภายใต้ค่าที่กำหนด เพื่อสนับสนุนการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ ภาคการเงินและภาคธุรกิจต่างเห็นตรงกันว่า การลดคาร์บอน การยกระดับมาตรฐาน ESG และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |