SCGP มั่นใจผลงาน Q3/69 โต รับวอลุ่มฯเพิ่มขึ้นตามสต็อกสินค้าก่อนเข้าสู่เทศกาลช่วงปลายปี และปรับราคาขายสอดคล้องกับต้นทุน แย้มคงเป้ารายได้และ EBITDA ปีนี้โตตามเป้า ย้ำฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ยอมรับว่าอยู่ระหว่างเจรจาดีล M&P โรงงานกล่องกระดาษในประเทศเวียดนาม ฟากบอร์ดไฟเขียวแต่งตั้ง "ดนัยเดช เกตุสุวรรณ" ขึ้นแท่นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เริ่มมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.70 นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยภายในงาน “SCGP แถลงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ของปี 69” โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
แนวโน้มธุรกิจปี 69 แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/69 คาดว่าจะเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะในส่วนของปริมาณการขาย (วอลุ่มฯ) ที่เติบโตต่อเนื่องทุกไตรมาส แม้ปกติในช่วงเดือน 7-8 ของทุกปีวอลุ่มฯมักจะแผ่วลง เพราะเข้าสู่ฤดูฝนและโลซีซั่นของธุรกิจต่างประเทศ แต่ในช่วงครึ่งหลังของไตรมาส 3 ของทุกปีจะเห็นการพีคอัพของคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ในการส่งออกสินค้าในแต่ละประเทศเพื่อรองรับการเตรียมพร้อมเข้าสู่เทศกาลช่วงปลายปี ขณะที่ด้านราคาขายสินค้าของบริษัทก็ได้มีการปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน ซึ่งยังมีแรงกดดันจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แต่แนวโน้มราคาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและราคาเชื้อเพลิงแม้เห็นเทรนด์ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ความผันผวนอาจจะน้อยลงจากช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ และทำให้ต้นทุนกับราคาสินค้าค่อนข้างสอดคล้องกัน ส่วนภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 3/69 ประเมินมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยบวกจะมาจากการผลิตสินค้าเพื่อรองรับการเพิ่มสต็อกในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 เพื่อรองรับการส่งออกและบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม อินโดนีเซียและไทย ส่วนความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ส่วนราคาน้ำมันจะมีความผันผวนลดลง อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังไม่ยุติ ทำให้ต้องติดตามกลไกตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาแนวทางบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเพิ่มคุณค่าให้แก่ลูกค้าผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการที่ตอบโจทย์หลากหลายมากขึ้น ยังคงเป้ารายได้ปีนี้มากกว่า 130,000 ล้านบาท และเป้ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ระดับ 18,300 ล้านบาท และอัตรากำไร (Margin) มากกว่า 14% แม้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำ EBITDA รวมแล้วประมาณ 10,462 ล้านบาท และอัตรากำไรที่ระดับ 17% เนื่องจากสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังยังคงต้องติดตามอยู่ แต่ปัจจัยหลักๆที่หนุนมาจากผลประกอบการของธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียที่พลิกจากขาดทุนมามีกำไร ประกอบกับธุรกิจในประเทศเวียดนามที่ยังคงเติบโต จึงทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานแข็งแกร่งมากขึ้น ส่วนกรณีค่าเงินบาทอ่อนค่า หากดูธุรกิจของ SCGP จะมีการนำเข้าเศษกระดาษและเครื่องจักรบางส่วน แต่ขณะเดียวกันก็มีการส่งออกสัดส่วน 13% จึงทำให้ธุรกิจของ SCGP มีทั้งการนำเข้าและส่งออกที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ทำให้ตัวเลขการอ่อนค่าของค่าเงินบาทไม่ได้มีความแตกต่างมาก อย่างไรก็ตามในฝั่งธุรกิจเยื้อและกระดาษมีสัดส่วนการส่งออกมาจำนวนมาก แต่ต้นทุนไม้ใช้จากในประเทศ ซึ่งอาจจะได้ผลประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนบ้าง ย้ำฐานะการเงินแกร่ง - อัดงบลงทุน 1 หมื่นลบ. นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่าปัจจุบันบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งทางการเงินสูง โดยมีขีดความสามารถในการก่อหนี้เพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Net Debt/EBITDA) ลดลงมาอยู่ที่ 2.6 เท่า จากเดิม 3.5 เท่า ขณะที่งบลงทุนในครึ่งปีแรกของปี 69 ถูกใช้ไปจำนวน 2,384 ล้านบาท จากกรอบงบประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น Growth CAPEX 5,500 ล้านบาท และงบสำหรับการซ่อมบำรุง การเพิ่มประสิทธิภาพ ESG นวัตกรรม และอื่น ๆ 4,500 ล้านบาท SCGP มุ่งมั่นสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์เชิงรุกขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากกระดาษในอาเซียนเพื่อรับโอกาสความต้องการที่ขยายต่อเนื่อง โดยเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในตอนใต้ของประเทศเวียดนาม 26,800 ตันต่อปี ที่จะตั้งอยู่ในพื้นที่โรงงานเดิมของ Vina Kraft Paper Co., Ltd. (VKPC) ซึ่งเป็นบริษัทใน SCGP ที่นครโฮจิมินห์ ด้วยงบประมาณรวม 748 ล้านบาท เพื่อรุกต่อยอดโอกาสการเติบโตในเวียดนาม คาดว่าจะเริ่มการผลิตในเดือน ก.ย.ปี 70 ขณะเดียวกันได้เสริมความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องผ่านการเพิ่มปริมาณการขายในประเทศ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) Machine Learning และ Deep Learning เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน การควบคุมคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับพนักงานมาใช้ในกระบวนการผลิต แย้มเร่งเจรจาดีล M&P ในประเทศเวียดนาม สำหรับความคืบหน้าการเข้าซื้อกิจการ (M&P) ในประเทศเวียดนาม ยอมรับว่าปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาหลายรายมีทั้งรูปแบบดีลใหญ่และดีลเล็ก ซึ่งดีลเล็กอาจรวดเร็วกว่าดีลใหญ่ที่ต้องใช้เวลาพิจารณาประมาณ 2-3 ปี ในการตรวจสอบและประเมินมูลค่ากิจการ รวมถึงการเจรจาต่อรองราคามากขึ้น "ดีล M&P เรามีอยู่ตลอด ซึ่งเป้าหมายหลักๆอยู่ในโรงงานกล่องกระดาษในเวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทยที่บริษัทมีฐานการผลิตอยู่ ส่วนกลุ่มธุรกิจพอลิเมอร์ก็มีการเติบโตและให้กำไรที่ดี เพียงแต่ว่าเราต้องดูอันที่เข้ามาและเพิ่มมูลค่าได้ในจังหวะและราคาที่เหมาะสม" นายดนัยเดช กล่าว นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท SCGP ได้มีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.70 เป็นต้นไป แทนนายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่เกษียณอายุ โดยนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของ SCGP เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป โดยเป็นการส่งต่อการบริหารอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนทิศทางเชิงกลยุทธ์และรูปแบบธุรกิจในอนาคต พร้อมสานต่อจุดแข็งของบริษัทฯ ควบคู่กับการนำแนวคิดและมุมมองใหม่มายกระดับประสิทธิภาพ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |