นักวิเคราะห์จาก WisdomTree เผยว่า ดัชนี Nifty 50 ตลาดหุ้นอินเดีย พุ่งขึ้นไปแล้ว 11.8% ในปีนี้ และขึ้นไปแตะระดับ 25,000 จุดเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แซงดัชนี S&P 500 ซึ่งปีนี้บวกไป 9% และคาดว่า ดัชนีตลาดหุ้นอินเดียจะยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้ นักลงทุนมีความหวังเพิ่มขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. ซึ่งปัจจัยนี้มีส่วนช่วยหนุนตลาดหุ้นอินเดีย เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะทำให้ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) สามารถเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯส่งผลให้เงินรูปีแข็งค่าขึ้น ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกลดลง อายุช บาเบล (Ayush Babel) รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเชิงปริมาณระดับโลกของ WisdomTree อธิบายว่า “บริษัทในอินเดียที่มีหนี้สกุลเงินดอลลาร์จะได้อานิสงส์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น ช่วยให้หุ้นของบริษัทน่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนมากขึ้น” แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะร่วงลงจากเหตุการณ์ Black Monday เมื่อวันจันทร์ (5 ส.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1987 แต่ดัชนี Nifty 50 ลดลงเพียง 2.7%
โดยมัลคอล์ม ดอร์สัน (Malcolm Dorson) ผู้จัดการพอร์ตอาวุโสของ Global X ETFs ระบุว่า การที่ตลาดหุ้นอินเดียสามารถต้านทานปัจจัยกดดันได้ดีกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ ในภูมิภาค มาจากเหตุผลหลัก 2 ข้อคือ การเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียนั้นพึ่งพาดีมานด์ของสหรัฐฯ น้อยกว่าประเทศอื่นอย่างไต้หวันและจีน ส่วนอีกปัจจัยคือ หุ้นอินเดียมีการถือครองในหมู่นักลงทุนต่างชาติต่ำกว่าปกติ (Under-Owned) แม้ว่าหุ้นอินเดียจะมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและเป็นที่รู้จัก แต่นักลงทุนจำนวนมากต่างก็รอให้ราคาหุ้นลดลงก่อนจึงเข้าซื้อ ซึ่งยังมีโอกาส” ดอร์สันให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC อายุช บาเบล คาดว่า “หากแนวโน้มและเงื่อนไขในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป อินเดียมีโอกาสที่จะเติบโตที่ 5-15% ในปีนี้” เขายังกล่าวว่า “การเคลื่อนไหวในระดับจิตวิทยาที่ 25,000 จุด ถือเป็นตัวเร่งโมเมนตัมในตลาด เนื่องจากการเคลื่อนผ่านระดับตัวเลขกลม ๆ จะดึงดูดความสนใจของตลาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อดัชนี Nifty 50 พุ่งขึ้นจาก 20,000 จุด มาเป็น 25,000 จุดในระยะเวลาการซื้อขาย 220 วันทำการ ถือเป็นการพุ่งขึ้นระดับ 5,000 จุดที่เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ชของดัชนี Nifty” ขณะที่ดัชนี Sensex ทะลุระดับ 80,000 จุดเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่มา CNBC |