DELTA เปิดงบไตรมาส 3/69 มีกำไรสุทธิ 7,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.08 รับยอดขายโตแรงถึงร้อยละ 42.4 รับดีมานด์ในทุกสายธุรกิจ รับการลงทุน AI หนุน 9 เดือนแรก กำไรสุทธิ 22,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยบะ 30.5 บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3/69 มีกำไรสุทธิ 7,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.08 จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7,441 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ 22,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 30.5 ยอดขายสินค้าและบริการในไตรมาสนี้อยู่ที่ 75,801 ล้านบาท รักษาการเติบโตในระดับสูงถึงร้อยละ 42.4 จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว และเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนร้อยละ 16.3 ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักในทุกสายธุรกิจ ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ ทั้งเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มพลังงานและระบบกําลังไฟสําหรับศูนย์ข้อมูล ที่ยังคงขยายตัวแข็งแกร่งจากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่อรองรับการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่กลุ่มพลังงานยานยนต์ไฟฟ้าได้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างจํากัดในไตรมาสนี้ ด้าน กลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วน (Component) ที่ย้ายฐานการผลิตมาที่นิคมเวลโกรว์ ก็เดินหน้าได้ดีตามแผนงาน ทั้งนี้ ภาพรวม สถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบทยอยคลี่คลายอย่างค่อยเป็นค่อยไป บริษัทฯ เร่งรัดการขยายกําลังการผลิตเพิ่มเติมที่อาคาร โรงงานใหม่สองแห่งในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่สร้างเสร็จเมื่อไตรมาสที่แล้ว ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและการส่งมอบ ให้ลูกค้าไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นได้ดี อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังมีคําสั่งซื้อที่รอการส่งมอบจํานวนมาก ซึ่งผันแปรตามสถานการณ์ ห่วงโซ่อุปทานที่ยังต้องเฝ้าบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางปัจจัยมหภาคที่ท้าทาย กําไรขั้นต้นในไตรมาสนี้ มีจํานวน 20,697 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.2 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และ ปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 18.5 จากไตรมาสที่แล้ว เนื่องจากกลุ่มสินค้าที่ผลิตและส่งมอบได้ดีขึ้นนั้นมีส่วนผสมอัตรากําไรที่สูงขึ้น ประกอบกับค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนตัว ทําให้เกิดการรับรู้กําไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หากพิจารณา ถึงอัตรากําไรขั้นต้นไตรมาสนี้ อยู่ที่ร้อยละ 27.3 เทียบกับไตรมาสก่อนที่ร้อยละ 26.8 พบว่าการฟื้นตัวยังมีอุปสรรคจากการตั้งสํารองสินค้าคงคลังในปริมาณสูงมาก สืบเนื่องจากภาพรวมวัตถุดิบและสินค้าคงคลังยังคงเพิ่มปริมาณขึ้นเพื่อรองรับแผนการผลิตที่เร่งตัวท่ามกลางความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการจัดซื้อวัตถุดิบเชิงกลยุทธ์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (รวมการวิจัยและพัฒนา) มีจํานวน 12,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.1 จาก ไตรมาสที่แล้ว และปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 69.4 จากปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุจากค่าสิทธิจ่ายเพิ่มสูงขึ้นสอดคล้องกับการผลิตและแนวโน้มการขายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีจากสิทธิบัตรของบริษัทแม่ในไต้หวัน ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีบันทึกค่าใช้จ่ายด้านการขายในส่วนภาษีศุลกากรภายใต้การเรียกเก็บของรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลให้บริษัทฯ เกิดค่าใช้จ่ายอากร เพื่อส่งออกสินค้าภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในการเรียกเก็บคืนจากลูกค้าตามเงื่อนไขที่กําหนด ซึ่งจํานวนเงินส่วนนี้จะถูกบันทึกในรายได้ตามหลัก IFRS บริษัทฯ สามารถควบคุมจัดการภาพรวมได้ดี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้าน การขายและบริหาร (รวมการวิจัยและพัฒนา) มีสัดส่วนต่อรายได้รวม ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว กําไรจากการดําเนินงานในไตรมาสนี้ มีจํานวน 7,851 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากําไรร้อยละ 10.4 ซึ่งลดลงจากร้อย ละ 14.1 ของงวดเดียวกันในปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงอุปสรรคด้านการขาดแคลนวัตถุดิบส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคาร . 
|
. |