SNNP เร่งแจงทุกข้อสงสัย จากเหตุเพลิงไหม้โรงงานขนม 2 แห่ง วางแผนบริหารกำลังการผลิต - สต็อกสินค้ายังเพียงพอ มั่นใจไม่กระทบผลงาน พร้อมอัดแผนการตลาดต่อเนื่องหนุนผลงาน Q4/69 ดีขึ้น มองปีหน้าศก.ฟื้น -กางแผนนำ Automation มาใช้ในโรงงาน ช่วยลดต้นทุนในอนาคต หนุนผลงานกลับมาเติบโตแข็งแกร่ง นายวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานธุรกิจในประเทศ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP เปิดเผยถึงความคืบหน้า เหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานสินค้าเบนโตะ ย่านอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 9 ต.ค.69 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานครั้งที่ 2 ในรอบ 1 เดือน จากครั้งก่อนเมื่อต้นเดือนก.ย.69 ในโรงงานขนมขาไก่ของบริษัทฯ บริเวณซอยสุขาภิบาล 2 พุทธมณฑลสาย 5 โดยย้ำว่าเหตุการณ์แรกทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สรุปแล้วว่าเป็นอุบัติเหตุ ส่วนโรงงานเบนโตะนั้นยังอยู่ในขั้นตอนสืบสวนสอบสวน และทางประกันยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบความเสียหายได้ ด้านประกันอัคคีภัย ทั้ง 2 โรงงานมีการทำประกันภัยและครอบคลุมทั้งหมด ส่วนความเสียหายของ ตึก เครื่องจักร แพ็คเกจจิ้ง ยังไม่สามารถตอบได้ ขอให้ผ่านขั้นตอนของการเคลมประกันเสร็จเรียบร้อย แล้วในจะสรุปมาในงบการเงินว่า เสียหายเท่าไหร่ ประกันครอบคลุมเท่าไหร่ สำหรับความเสียหายของแต่ละโรงงาน โรงงานแรก คือ โรงงานโลตัส ไฟไหม้เครื่องจักร ไม่ได้ 100% จะกระทบไลน์ผลิตของน่องไก่ ขาไก่ ส่วนไลน์ที่ไม่โดนกระทบ คือพวกขนมปัง เวเฟอร์ หนังไก่ โดยบริษัทแก้ปัญหา ด้วยการยกเครื่องจักร ออกมาไว้โรงงานที่ 2 ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยน่องไก่สามารถฟื้นการผลิตกลับมาที่ประมาณ 70% ของยอดขาย ขาไก่รีซูมการผลิตกลับมาที่ 40% ขณะเดียวกันขาไก่ได้จ้าง OEM ผลิตขาไก่ทั้งในประเทศและในโรงงานเวียดนาม และกระจายให้ลูกค้าตามสัดส่วนควบคู่ไปด้วย ส่วนโรงงานเบนโตะ เครื่องจักรไม่มีปัญหา บริษัทเลยวางแผนย้ายเครื่องจักร ไปไว้ที่คลังใหญ่ของโรงงาน และปรับปรุงแวร์เฮ้าส์เพื่อเป็นโรงงาน Capacity โดยประเมินว่าช่วงต้นเดือนพ.ย.69 จะกลับมาผลิตได้หรืออาจจะเร็วกว่านั้น หากบริษัทฯ เร่งฟื้นฟูตลอด 24 ชั่วโมง จะรีซูมการผลิตได้ประมาณ 80% รวมถึงนำเข้าสินค้าจาก โรงงานของบริษัทในเวียดนามเข้ามาเสริม ทั้งนี้ประเมินว่าโรงงานจะกลับมาดำเนินการได้เต็ม 100% ได้ภายใน 6 -9 เดือน ในขณะที่การคุยกับลูกค้า เนื่องจากมีสัญญาส่งมอบและค่าปรับ ทางบริษัทจึงได้เข้าเจรจากับลูกค้า ควบคู่การบริหารสต็อกและบาลานซ์สินค้าให้เพียงพอต่อการส่งมอบ ส่งผลให้ยังไม่ได้รับผลกระทบจากค่าปรับของลูกค้า "ข่าวในโลกออนไลน์ก็ห้ามความคิดของคนไม่ได้ เขาก็จะโพสต์เยอะว่าทำไมไฟไหม้ 2 โรงพร้อมกัน ไฟไหม้เอาประกันไหม ขอชี้แจงว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับยอดขาย จริงๆ ยอดขายสองสามเดือนเราก็สามารถหารายได้ มาโคฟเวอร์ความสูญเสียของโรงงาน เราไม่ได้เผาเพื่อเอาประกันแน่นอน เพราะมันไม่คุ้ม บริษัททำ policy ทุกสิ่งทุกอย่างตามระเบียบการรักษาความปลอดภัย การทำมี ISO ได้มาตรฐาน ส่วนประเด็นข้อสงสัยว่ามีปัญหากับใครหรือเปล่า เราคิดว่าเราไม่มี เพราะว่าระบบ CSR ของบริษัทเราต่อรอบข้าง ทั้งโลตัส ทั้งเบนโตะ เพื่อนบ้านไม่มีประเด็น สังเกตได้ คนที่อยู่รอบข้าง ไม่เคยมีใครมาโพสต์ ด่าว่าเราเลย ปีนี้ยอมรับว่าเราเจอหลายเรื่อง ทั้งสงคราม - น้ำท่วม ไฟไหม้"นายวิโรจน์ กล่าว ***ย้ำไม่กระทบเป้าทั้งปี ยัน Q4 ดีขึ้น - ปีหน้ากลับมาโตแกร่ง สำหรับผลกระทบต่อผลประกอบการ ยืนยันว่า จากปัจจัยเพลิงไหม้ ไม่ได้ทำให้บริษัทปรับเป้าหมายของปีเพราะต้นปีเรายอมรับแล้วว่าผลงานปีนี้จะทรงตัว จากปัจจัยตะวันออกกลาง - เศรษฐกิจชะลอตัวที่กดดันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ดีที่สุด คือในแต่ละไตรมาสเราจะติดลบน้อยลง และโตขึ้น เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจากต้นปี 69 ที่รายได้ลดลงระดับ 14% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปี 68 แต่ปลายปี 69 รายได้อาจจะดีขึ้นโดยเหลือระดับลดลงประมาณ 7-8%
ส่วนแผนช่วงที่เหลือของปี บริษัทยังคงเดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่ตามแผนที่วางไว้ ได้มีการจัดเตรียมโปรโมชันร่วมกับร้านเซเว่นอีเลฟเว่นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากโรงงานในประเทศเวียดนามเข้ามาจำหน่ายเสริมในตลาดประเทศไทยในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
ด้านต้นทุนในอนาคตประเมินว่า ต้นทุนการผลิตของเบนโตะและโลตัสจะลดลงในปี 70 หลังจากโรงงานใหม่สร้างเสร็จสมบูรณ์ โดยโรงงานใหม่จะถูกติดตั้งเครื่องจักรระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อทดแทนการใช้แรงงานคน เนื่องจากปัจจุบันแรงงานหายากและค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น การใช้ระบบอัตโนมัติจะช่วยกดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ซึ่งเป็นโมเดลความสำเร็จเดียวกับที่บริษัทใช้ในโรงงานที่เวียดนาม และเมื่อต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้ในปีหน้าบริษัทจะมีงบประมาณนำไปใช้สำหรับการทำการตลาดที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปีหน้าประเมินว่า เศรษฐกิจจะยังเติบโต เนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มนิ่ง นโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยในการสกัดทุนเทาทำให้เงินเข้ามาอยู่ในระบบที่ถูกกฎหมายหรือในระบบมากขึ้น หากรัฐบาลดึงการลงทุนที่ใช้กำลังคนมากขึ้นก็จะสร้างกำลังซื้อให้ดีขึ้น ขณะที่แผนธุรกิจในต่างประเทศบริษัทยังคงโฟกัสกับเวียดนามเป็นหลัก เนื่องจากเป็นประเทศที่ประชากรสูงระดับ 100 ล้านคน เศรษฐกิจเติบโตระดับ 9-10 % "ผมมั่นใจว่าไตรมาส 4 ผมอาจจะติดลบน้อยลงตามที่ผมวางแผนไว้ เพราะหลังโรงงานรีซูมการผลิตกลับมาในเดือนพ.ย. ตลาดเวียดนามกลับมาได้ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าไตรมาส 4 ต้องดีกว่า ไตรมาส 3 ส่วนปีหน้าเราคาดว่าเราจะกลับมาโตอย่างแข็งแกร่ง"นายวิโรจน์ กล่าว
. 
|
. |