PHAT เปิดซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai วันแรกที่ 1.84 บ./หุ้น ลดลง 8% จากราคาจองซื้อ IPO ที่ 2.00 บ./หุ้น ด้าน 4 โบรกฯ ให้ราคาเป้าหมายที่ 2.90- 3.02 บาทต่อหุ้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT เปิดซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันแรกที่ราคา 1.84 บาทต่อหุ้น ลดลง 0.16 บาท หรือ 8% จากราคาจองซื้อ IPO ที่ 2 บาทต่อหุ้น 4 โบรกฯ มองอนาคตสดใส ชูเป้า 2.90- 3.02 บ/หุ้น อนึ่งก่อนหน้านี้มี 4 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ให้ราคาเป้าหมายที่ 2.90- 3.02 บาทต่อหุ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินกำไรสุทธิของ PHAT เติบโตที่ 68-71E CAGR +32% เราประเมินว่าบริษัทจะเห็นกำไรสุทธิสูงขึ้นเป็น 250 ล้านบาทในปี 71 จาก 109 ล้านบาทในปี 68 โดยเราประเมินว่าบริษัทจะสร้างรายได้สถิติใหม่ที่ 4.1 พันล้านบาทในปี 71 เทียบกับ 2.4 พันล้านบาทในปี 68 (สะท้อน 3-year CAGR ที่ 20%) ตามปริมาณขาย CPO และ PK ที่สูงขึ้นตามกำลังการผลิตใหม่ รวมถึงอุปสงค์การส่งออกที่สูงขึ้น นอกจากนี้ เราประเมินว่าบริษัทจะมี GPM ที่อยู่ในช่วง 8.2%-9.0% ในปี 69-71 เทียบกับ 8.1% ในปี 68 ซึ่งมีแรงหนุนจาก economies of scale ที่สูงขึ้นจากฐานรายได้ที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ เราประเมินว่าอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ (SG&A-to-revenue ratio) จะลดลงอยู่ในช่วง 2.7%-2.9% ในปี 69-71 จาก 3.0% ในปี 68 ประเมินมูลค่าของ PHAT ปี 70 ที่ 3.00 บาท โดยอิง PER เป้าหมายที่ 6.7x ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มเกษตรของไทยและบริษัทผลิต CPO ในภูมิภาค (อินโดนีเซีย) ในช่วงปี 2026E-2027E ทั้งนี้ แม้ราคาเป้าหมายของเราจะสะท้อน 2027E PER ที่สูงกว่าบริษัทคู่แข่งที่ผลิต CPO ในไทย แต่เรามองว่าราคาเป้าหมายของเราสมเหตุสมผลแล้ว เนื่องจากราคาเป้าหมายนั้นก็สะท้อน valuation ที่ถูกกว่า บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) คาดกำไร 69-71F เติบโต 16% CAGR หนุนจากการขยายตลาดส่งออกและกำลังการผลิต เราประเมินกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 184 ลบ. ในปี 69 สู่ระดับ 248 ลบ. ในปี 71 ขับเคลื่อนจากการรุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง ผสานกับการขยายกำลังการผลิตเป็น 90 ตัน/ชม. ที่จะเริ่มเดินเครื่องในไตรมาส 3/69 ซึ่งจะช่วยผลักดันปริมาณขาย CPO สู่ระดับ 90,000 ตันในปี 69 และทะยานแตะ 100,000 ตันในปี 71
นอกจากนี้ บริษัทยังมี S-Curve จากธุรกิจใหม่ (CPKO) ที่เราคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการ (COD) ในไตรมาส 3/2570 ซึ่งจะสร้างรายได้ส่วนเพิ่มราว 800 ลบ./ปี ทั้งนี้ การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) และอัตราการสกัด (OER) ที่ปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยับจาก 8.13% ในปี 2568 ขึ้นเป็น 8.86% ในปี 2571 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ในช่วง 3 ปีข้างหน้ายังคงแข็งแกร่งในระดับ 27-35% แม้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับร้อยละ 39.23 ในปี 2568 ซึ่งเป็นผลจากการขยายฐานทุนภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ประเมินราคาเป้าหมายพื้นฐานของ PHAT ที่ 3.02 บ. อิง FY70F P/E 7.0x หรือคิดเป็นส่วนลดจากค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 8.0x เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนใหม่ (NewlyListed Company) และผลประกอบการที่ยังต้องพิสูจน์ความต่อเนื่อง บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน)เปิด5 ประเด็นน่าสนใจในการลงทุนได้แก่ การขยายกำลังการผลิตเพิ่ม 50% เป็น 90 ตันทะลายปาล์มสดต่อชั่วโมงเพื่อรองรับการเติบโต พร้อมรับหน้าปาล์มพีคใน Q3/69 นี้ / รุกตลาดส่งออก สร้าง New S-Curve / แผนต่อยอดธุรกิจเพื่อความยั่งยืน / มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล / สิทธิประโยชน์ทางภาษี
คาดกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 66% เป็น 181 ล้านบาทในปี 2569 นี้ และเติบโตต่ออีก 30% สู่ระดับ 236 ล้านบาทในปี 2570 โดยมี 3 ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของกำไร ได้แก่ ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นจากการบุกตลาดส่งออกที่ประสบความสำเร็จ อัตรากำไรขั้นต้นที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น จาก 8.1% ในปี 2568 เป็นประมาณ 8.3% - 8.6% ในช่วงปี 2569-2570 โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจาก การประหยัดต่อขนาดหลังเพิ่มกำลังการผลิต และรายได้เพิ่มขึ้นจากธุรกิจสกัดน้ำมันจากเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่มีเสถียรภาพและมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจสกัดน้ำมันจากผลปาล์ม (CPO) และ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี (BOI) บัตรส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ (ม.ค. 2568) ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 100% เป็นเวลา 5 ปี ทำให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทจะได้รับแรงหนุนโดยตรงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ไม่มี BOI เราเลือกประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ PHAT ด้วยวิธี PER ได้ราคาเหมาะสมที่ 3.00 บาทต่อหุ้น อิง PER ปี 2027E ที่ 6.2 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มน้ำมันปาล์มในตลาด บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เราคาดว่า PHAT จะมีรายได้เติบโต 12% CAGR และกำไรสุทธิเติบโต 4% CAGR ในปี 68-71 ปัจจัยสำคัญที่จะหนุนให้ PHAT มีกำไรเติบโตคือการดำเนินการขยายกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม ประเมินมูลค่าของ PHAT อยู่ที่ 2.9 บาท หรือเท่ากับ Forward P/E FY27 ที่ 8.5 เท่า
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |