สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า หุ้นของสายการบิน Jeju Air ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ ยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังเกิดเหตุเครื่องบินไถลหลุดรันเวย์และชนเข้ากับที่กำบัง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 179 คน ซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุทางการบินที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ โดยหุ้นของ Jeju Air ร่วงลง 10.6% หลังเคยลดลงมากถึง 15.7% แตะระดับ 6,920 วอน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด นับตั้งแต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2015 การปรับตัวร่วงลงของราคาหุ้นดังกล่าว ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของสายการบิน Jeju Air ลดลงถึง 95,700 ล้านวอน (65.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่หุ้นของ AK Holdings ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งของสายการบิน Jeju Air ร่วงลงถึง 12% และแตะระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปี เหตุการณ์เครื่องบินตกที่ท่าอากาศยานนานาชาติมูอัน จังหวัดช็อลลาใต้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถือเป็นเที่ยวบินแรกของสายการบิน Jeju Air ซึ่งเป็นสายการบินราคาประหยัดที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 และเป็นสายการบินที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศเมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้โดยสาร ที่ประสบอุบัติเหตุทางการบิน โดยนายชเว ซัง-ม็อก รักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบความปลอดภัยฉุกเฉินของระบบปฏิบัติการของสายการบินทั้งหมดของประเทศในทันที เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก เมื่อการตรวจสอบหาสาเหตุเครื่องบินตกของสายการบิน Jeju Air เสร็จสิ้นลง 
ด้านหุ้นของบรรดาสายการบินราคาประหยัดอื่น ๆ พบว่าราคาหุ้นของ Air Busan พุ่งขึ้นมากกว่า 15% ส่วนราคาหุ้นของ Jin Air และ T'way Air ร่วงลงหลังจากพุ่งขึ้นถึง 5.4% และ 7.3% ตามลำดับ ด้านหุ้นของสายการบินหลัก 2 แห่งของเกาหลีใต้ ได้แก่ Korean Air Lines และ Asiana Airlines ร่วงลง 1.3% และ 0.8% ตามลำดับ ยัง ซึง-ยุน (Yang Seung-yoon) นักวิเคราะห์จาก Eugene Investment Securities กล่าวว่า “การตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ คาดว่าต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ความรู้สึกของผู้บริโภค ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากความน่าเชื่อถือ ล้วนความสำคัญสำหรับสายการบินราคาประหยัดที่มีขนาดที่นั่งและบริการที่ไม่แตกต่างกันมากนัก” พร้อมเสริมว่า “ในแง่ของความต้องการเดินทางโดยรวม อาจมีการยกเลิกเที่ยวบินบางส่วนในระยะสั้น แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักทางโครงสร้างแต่อย่างใด” ขณะที่สำนักข่าว Yonhap รายงานว่า หลังเกิดเหตุดังกล่าว ทำให้บริษัททัวร์หลายแห่ง ต่างปิดโฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการขายชั่วคราว พร้อมรยกเลิกแพ็กเกจทัวร์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าและการจองทริปท่องเที่ยวลดลงราวครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ผู้โดยสารส่วนมากเป็นสมาชิกคณะทัวร์ ที่มาท่องเที่ยวเดินทางเยือนประเทศไทยในช่วงคริสต์มาส ซึ่งล่าสุด เจ้าหน้าที่เข้าเก็บกู้กล่องดำได้แล้ว โดยจะพยายามเก็บบันทึกเสียงจากกล่องดำให้ได้มากที่สุด เพื่อใช้ประกอบการสืบสวนอุบัติเหตุครั้งนี้ ซึ่งอาจกินเวลายาวนาน 6 เดือนถึง 3 ปี เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างให้ต้องสืบสวน ที่มา Reuters
 |