สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 21 ต.ค. 69 ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 100.00 | บล.กรุงศรี | ซื้อ (Buy) | 83.00 | บล.หยวนต้า | TRADING | 77.00 | บล.ทรีนีตี้ | Trading Buy | 76.75 | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 76.50 | บล.บัวหลวง | ขายล็อคกำไร | 68.00 | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ถือ | 65.50 | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | Add | - |
สรุปปัจจัยบวก +
+ คาดการณ์กำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/26 เติบโตโดดเด่นทำสถิติสูงถึง 16,114 - 18,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการฟื้นตัวแรงทั้ง QoQ (โต 104% - 118%) และ YoY (โต 687% - 740%) (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ลิเบอเรเตอร์) + พลิกกลับมารับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) อย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3/26 ประมาณ 1,400 - 3,700 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงครามยืดเยื้อและอุปทานตึงตัว (บล.หยวนต้า, บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ลิเบอเรเตอร์) + อัตราการใช้กำลังการกลั่น (Refinery Utilization Rate) พุ่งสูงถึงระดับ 109% หรือ 300 KBD หลังจากหน่วยกลั่นที่ 1 (CDU #1) กลับมาดำเนินงานตามปกติ (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์) + ค่าการกลั่นรวม (Group GIM) ยืนในระดับสูงที่ 23 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และ Market GRM อยู่ที่ระดับ 20 - 20.6 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์) + มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิเต็มปี 2026 ขึ้นเป็น 47,000 - 65,300 ล้านบาท เนื่องจากผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกออกมาดีกว่าที่ประเมินไว้มาก (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ) + มีปัจจัยหนุนระยะยาวในปี 2027-2028 จากโครงการ CFP ที่เตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาส 3/28 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ท่ามกลางภาวะอุปสงค์อุปทานโรงกลั่นโลกที่สมดุล และสต็อกดีเซลทั่วโลกที่ต่ำ (บล.หยวนต้า, บล.กรุงศรี, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล) + คาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2569F ในระดับที่น่าสนใจสูงถึง 7.9% (บล.เคจีไอ) สรุปปัจจัยลบ - - แนวโน้มผลประกอบการและค่าการกลั่นในไตรมาส 4/26 มีความเสี่ยงอ่อนตัวลง QoQ เนื่องจากถูกกดดันจากต้นทุนน้ำมันดิบ (Crude Premium) และค่าระวางขนส่งที่เร่งตัวขึ้นไปที่ระดับ 20-30 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล (จาก 17-18 เหรียญฯ ในไตรมาส 3/26) (บล.หยวนต้า, บล.ทรีนีตี้, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.ลิเบอเรเตอร์) - ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแรงและรับรู้ปัจจัยบวกจากค่าการกลั่นระดับสูงไปมากแล้ว ทำให้เหลืออัพไซด์จำกัดในระยะสั้น (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง) - กำไรจากการดำเนินงานปกติ (Core Operation) ในไตรมาส 3/26 ชะลอตัวลง QoQ จากส่วนต่างราคา (Spread) ของน้ำมันเครื่องบินและ LPG ที่อ่อนตัวลง (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์) - จุดสูงสุดของภาวะอุปทานตึงตัวอาจผ่านพ้นไปแล้ว โดยตลาดในไตรมาส 4/26 มีแนวโน้มกลับมาล้นตลาดเป็นส่วนเกินราว 1.0 ล้านบาร์เรล/วัน ส่งผลให้ค่าการกลั่นสิงคโปร์ปรับลดลง (บล.บัวหลวง) - คาดว่าจะบันทึกผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (Hedging loss) ราว 1,600 ล้านบาทในไตรมาส 3/26 ซึ่งแย่ลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (บล.เคจีไอ) - ภาพรวมในปี 2027 มีความเสี่ยงมากขึ้นจากค่าการกลั่นที่อาจกลับสู่ระดับปกติ โอกาสการปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น และความเสี่ยงทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอดีตผู้รับเหมาหลัก (UJV) ของโครงการ CFP (บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ) |