ผลวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า มีคนเมืองอีกจำนวนมากที่สนใจลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี และอาจจะ “ลงทุนจริงๆ ในอีก 1 ปีข้างหน้า” นั่นหมายความว่า จะมีนักลงทุนหน้าใหม่ๆ เข้ามาในตลาดอีกมากในอนาคต วันนี้เราจึงอยากจะพามือใหม่ทุกคนที่กำลังสนใจ ไปทำความรู้จักกับพื้นฐานของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีว่ามันต่างจากการลงทุนในรูปแบบเดิมๆ อย่างไร เพื่อที่จะได้ประเมินธรรมชาติของตลาดกับสไตล์การลงทุนของเรา สรุปมาให้ทั้งหมด 7 ข้อ ไปดูกันเลยค่ะ 1.ตลาดเปิดตลอด 24 ชม. 7 วันทำการ ไม่มีวันหยุดพักแม้นาทีเดียว การซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีนั้น เราสามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชม. ตลอด 7 วัน โดยไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ หยุดพักระหว่างวัน หรือหยุดเสาร์-อาทิตย์ เหมือนกับตลาดหุ้น ถ้ามองในแง่ของการเทรด ข้อดีคือคุณมีความอิสระที่จะซื้อขายตอนไหนก็ได้ แต่ข้อเสียคือ ถ้าคุณบริหารจัดการเวลาไม่ดีก็จะเสียงานเสียการเอาได้ หากมัวแต่จ้องหน้าจอมือถือ โดยเฉพาะในช่วงตลาดกระทิงเรียกได้ว่า เข้าออกเหรียญไหนก็ดูจะกำไรไปซะหมด และด้วยความที่มันเปิดให้ซื้อขายได้ 24 ชม. นี่แหละ เวลาแม้เสี้ยววินาทีมันก็มีค่า จึงไม่แปลกที่คุณจะเห็นเพื่อนข้างๆ อารมณ์เสีย เวลาตลาดลงหนักๆ หรือขึ้นแรงๆ แล้วแอปเทรดเกิดล่มหรือมีปัญหาสักอย่างในช่วง Traffic แน่น เพราะนั่น หมายถึงโอกาสทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายจากการที่ไม่สามารถส่งคำสั่งได้นั่นเอง 2.ไม่มีใครมาสั่ง ‘เซอร์กิตเบรกเกอร์’ หรือหยุดซื้อขายชั่วคราว ตลาดนี้ไม่มี ‘เซอร์กิตเบรกเกอร์’ เหมือนตลาดหุ้น หรือการสั่งหยุดซื้อขายชั่วคราวกรณีที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับราคา ดังนั้น ไม่มีใครบอกได้หรอกว่า วันหนึ่งขณะคุณกำลังปลื้มปริ่มกับกำไรทางบัญชีจากบิตคอยน์ แต่แค่กะพริบตาราคาตลาดแพนิกทั้งโลก เหรียญที่คุณถืออาจจะวูบลงมา 20-30% ในฉับพลัน แน่นอนว่าไม่มี “กรรมการ” มาสั่งพักการซื้อขายเหรียญนะ คุณจะต้องเจ็บจริง ไม่มีเวลาพักหายใจ ดังนั้น คุณอาจจะรวยข้ามคืนหรือเป็นยาจกข้ามวันเลยก็ได้ สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี 3.ไม่มี CEILING & FLOOR 30% เหมือนกับตลาดหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ จะกำหนดเพดานซื้อ-ขายหุ้นในแต่ะวัน เพิ่มขึ้นสูงสุดหรือลดลงต่ำสุดไม่เกิน 30% หมายความว่า คุณก็ทำกำไรสูงสุดได้ในวันนั้นเต็มที่ก็ไม่เกิน 30% แต่ถ้าจะขาดทุนหนักสุดก็ไม่เกิน 30% แต่สำหรับตลาดคริปโทแล้วขึ้นลงเกิน 30% ต่อวัน เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ และมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงปลายปี 2560 - ต้นปี 2561 ดังนั้น ความหวาดเสียวก็จะมากหน่อยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้น ที่จะมีระบบ CEILING & FLOOR ช่วยปกป้องความเสียหายของคุณได้ในระดับหนึ่งสำหรับการลงทุนในหุ้น 4.การซื้อหรือขายเหรียญต่อครั้งอย่างน้อยก็เสียค่าฟี 0.25% ซื้อหรือขายเหรียญต่อครั้งอย่างน้อยก็ 0.25% สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายในตลาด ณ ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าคุณจะส่งคำสั่งซื้อหรือขายเหรียญไหนก็ตาม และเวลาจะโอนเหรียญออก เช่น โอนไปให้เพื่อน โอนไปเก็บไว้ในกระเป๋านอก Exchange จะมีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันออกไปอีกขึ้นอยู่กับ ค่าธรรมเนียมในระบบบล็อกเชนของเหรียญนั้นๆ ซึ่งทางเว็บเทรดจะแจ้งอัตราไว้หน้าเว็บไซต์ คุณก็ต้องเช็คให้ดีว่าอัตราเท่าไหร่ นอกจากนี้ เวลาจะถอนเงินบาทออก จะเสียค่าธรรมเนียม 18-20 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับแต่ละ Exchange แต่เวลาโอนเงินบาทเข้าอันนี้ฟรีทุกที่ 5. เมื่อพูดถึงคำว่า Cryptocurrency เรากำลังพูดถึงตลาดสากล
Cryptocurrency เป็นตลาดสากลไม่มีพรมแดน แม้ว่าตลาดที่ทำการซื้อขายเหรียญต่างๆ จะมีมากมายในหลายประเทศ แต่ด้วยการทำกำไรข้ามตลาดของนักลงทุนที่แสนง่ายดายเพียงปลายนิ้วคลิก สุดท้ายแล้วราคาของแต่ละเหรียญมันก็จะปรับสมดุลได้เอง โดยจะสะท้อนมูลค่าที่คนทั่วโลกให้กับเหรียญนั้นๆ เมื่อมันเป็นตลาดสากล คุณจึงมีทางเลือกที่จะซื้อเหรียญ crypto จากเว็บเทรดในไทยหรือเว็บเทรดในต่างประเทศก็ได้ แต่บนความเหมือนที่แตกต่างก็คือ หากเว็บเทรดในไทยเกิดมีปัญหา แล้วกระทบคุณในฐานะผู้ลงทุน คุณสามารถร้องเรียนไปที่สำนักงาน ก.ล.ต.ได้ ในทางกลับกัน ถ้าคุณใช้เว็บเทรดต่างประเทศ ที่ไม่ได้มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.ไทย หากเกิดปัญหาขึ้น ก.ล.ต.ไทยไม่สามารถช่วยเหลือหรือคุ้มครองคุณได้ คุณก็แค่ต้องพร้อมที่จะแบกรับความเสี่ยงเองเต็มๆ และติดต่อไปที่เว็บเทรดนั้นโดยตรงในทุกๆ เรื่องผ่าน customer support ของเว็บเทรดนั้นๆ หรือช่องทางอื่นเท่าที่คุณจะสามารถติดต่อสื่อสารได้ 6. "Not your keys, Not your coins"
"Not your keys, Not your coins" ประโยคยอดฮิต ในวงการคริปโทเคอร์เรนซี หมายความว่า ถ้าเหรียญนั้นคุณไม่ได้ถือกุญแจส่วนตัวเอง เหรียญที่มีอยู่ก็ถือว่าไม่ใช่ของคุณ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นก็คล้ายกับว่ากุญแจตู้เซฟของคุณ แต่คุณฝากคนอื่นถือ “คนอื่น” ที่ว่านี้ก็คือ เว็บเทรดนั่นเองเพราะคุณกำลังฝากเหรียญไว้กับเว็บเทรด และเว็บเทรดเป็นคนเก็บกุญแจตู้เซฟให้ จนกว่าคุณจะโอนมันออกมาอยู่ในกระเป๋าส่วนตัวของคุณ (ที่คุณเป็นเจ้าของกุญแจตู้เซฟ หรือเรียกว่า Private Key) เหรียญนั้นจึงจะเป็นของคุณจริงๆ นั่นแปลว่าคุณก็ต้องไว้ใจเว็บเทรดที่คุณฝากไว้ด้วยว่าเขาจะไม่ปิดเว็บบินหนีแล้วหอบเหรียญคุณไปซะก่อน แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไป ถ้าเกิดคุณซื้อกับเว็บเทรดที่ได้ใบอนุญาตในไทยอย่าง น้อยคุณก็มี สำนักงาน ก.ล.ต.ช่วยคุ้มครองในระดับชั้นหนึ่ง ซึ่งขอบอกเลยว่า ก.ล.ต.ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกในเรื่องการกำกับเว็บเทรดเพื่อปกป้องและคุ้มครองผู้ลงทุนไทย 7. ในประเทศไทยมีหลายเว็บ ให้คุณเลือกซื้อเหรียญ คุณอาจเห็นโฆษณา ตามบิลบอร์ด รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน แอป Line จนอาจเข้าใจไปว่าทั้งประเทศมีขายบิตคอยน์อยู่ที่เดียวคือ Bitkub ดังนั้น คุณควรรู้เพิ่มอีกสักนิดว่าในไทยไม่ได้มีแค่ Bitkub ที่เดียว เพราะปัจจุบัน มีหลายตลาดที่ให้คุณเข้าไปใช้บริการได้ไม่ว่าจะเป็น Satang Pro, Zipmex,Upbit, Z.comEX หรือ Bitazza ส่วนลองใช้แล้วจะชอบอันไหน ลางเนื้อก็ชอบลางยา บางคนก็ใช้อยู่หลายที่ เหตุผลเพราะว่า บางตลาดไม่มีเหรียญที่คุณอยากซื้อคุณก็ต้องไปเปิดบัญชีกับอีกเจ้านั่นเอง เนื่องจากแต่ละที่จะคัดเหรียญมาลิสต์ไม่ตรงกันเสียทั้งหมด ยกเว้นก็แต่เหรียญหลักๆ อย่าง BTC ETH BNB XRP USDT เป็นต้น *คุณสามารถเข้าไปดูรายชื่อเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.sec.or.th/digitalasset หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังจะเข้ามาศึกษาในตลาดนี้ เพราะอย่างแรกเลยเราต้องเข้าใจสิ่งที่เราจะลงทุนเสียก่อน เพราะถ้าลงทุนอะไรไปแล้ว เรานอนไม่หลับ อาจจะต้องถามตัวเองสักหน่อยว่า “ไอ้ที่เราลงทุนไปนั่นน่ะ มันคืออะไร” |