CBG ตั้งเป้าดัน "CJ MORE" เข้าตลาดหุ้นปี 72 หลังตลาดหุ้นต่างประเทศทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ และNASDAQ ของสหรัฐฯ ตามรุมจีบ พร้อมลุ้นยอดขายแตะ 1 แสนลบ. ภายในปี 70 หลังเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG เปิดเผยว่าสำหรับแผนการนำธุรกิจซีเจ มอร์ (CJ MORE) เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนั้น บริษัทตั้งเป้าจะดำเนินการได้ภายในปี 72 แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการเลื่อนแผนการนำบริษัทเข้าในตลาดหุ้นไทยออกไป แต่ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจาณาว่าจะเข้าตลาดหุ้นไทยหรือตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังจากในช่วงที่ผ่านมามีตลาดหุ้นต่างประเทศเข้ามาชักชวนให้ไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศหลายแห่ง ทั้งตลาดหุ้นฮั่งเซง (HSX) ของฮ่องกง,ตลาดหุ้นสิงคโปร์ (SGX) และตลาดหุ้น NASDAQ ของสหรัฐฯ ทั้งนี้บริษัทยังไม่ได้มีการตัดสินใจว่าจะนำ CJ MORE เข้าตลาดหุ้นไหน เนื่องจากต้องการโฟกัสไปที่การขยายการเติบโตท่ามกลางความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาดีและกำลังซื้อที่ยังชะลอตัว ประกอบกับภาวะที่ปัจจัยภายนอกมีความไม่แน่นอน และเข้ามาส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชน ส่งผลให้คนยังอยู่ในโหมดการประหยัด ซึ่งเป็นความท้าทายในด้านของการวางแผนสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของ CJ MORE อยู่บ้าง ขณะที่การพิจารณานำ CJ MORE ไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ก็ต้องดูว่าเมื่อไปในตลาดหุ้นประเทศนั้นๆแล้ว แบรนด์ของ CJ MORE เป็นที่รู้จักของนักลงทุนในประเทศที่เข้าไปลิสหรือไม่ เพราะหากมองในแง่ของนักลงทุนสถาบันก็ถือว่าแบรนด์ CJ MORE เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักลงทุนสถาบัน แต่นักลงทุนทั่วไปในประเทศนั้นๆอาจจะไม่รู้จัก ซึ่งต้องคำนึงในปัจจัยพิจาราณานี้มาประกอบด้วย ส่วนการพิจารณาเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยนั้น ยอมรับว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันก็ยังมีความน่าสนใจมากขึ้น สะท้อนได้จากเม็ดเงินลงทุนที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน อย่างไรก็ตามยังไม่ปิดโอกาสที่จะพิจารณาเข้ามาในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเรื่องนี้ทีมผู้บริหารของบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการศึกษา สำหรับการดำเนินธุรกิจของกลุ่มคาราบาวและ CJ MORE ยังคงเดินหน้าธุรกิจอย่างระมัดระวัง แม้ว่าในส่วนของ CBG จะไม่มีหนี้และ CJ MORE เองก็มีหนี้ไม่มากก็ตาม แต่ต้องมีความระมัดระวังความผันผวน และต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิธิภาพ อย่างเช่นในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ก็ต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนการขนส่งให้มีประสิธิภาพ และทำให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นกระทบต่อธุรกิจไม่มาก ซึ่งจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากระทบต่อต้นทุนของธุรกิจซีเจ และกลุ่มคาราบาว ไม่มากเพียง 0.5% ถือว่าเป็นระดับที่ยังบริหารจัดการได้ ส่วนเป้าหมายของ CJ MORE ในปี 69 ตั้งเป้ายอดขายที่ 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย หลังจากที่ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาทำยอดขายไปแล้ว 5-6 หมื่นล้านบาท และยังคงเป้าหมายยอดขายแตะ 1 แสนล้านบาท ภายในปี 70 โดยที่จะมีการขยายสาขาเพิ่มเติมอีก 700 สาขา จากปีนี้ที่ขยายไป 500 สาขา ขระที่ภายในช่วงสิ้นปีนี้คาดว่าบริษัทจะมีสาขาของ CJ MORE รวมทั้งสิ้น 2,500 สาขาทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่มี 2,100 สาขา โดยปัจจุบันจำนวน Traffic ของผู้ใช้บริการในร้าน CJ MORE เฉลี่ย 100,000 คนต่อวันต่อสาขา และมีจำนวนฐานสมาชิกจำนวน 12-13 ล้านคน โดยที่ในช่วงปลายปี 69 และปี 70 บริษัทจะมุ่งเน้นการขยายสาขาของซีเจไปยังจังหวัดในภาคใต้มากขึ้น หลังจากที่ปลายปีนี้จะมีการเปิดสาขาในภูเก็ต และจะทยอยขยายในจังหวัดอื่นๆในภาคใต้เพิ่มเติม ด้านเงินลงทุนในการขยายสาขาของ CJ MORE เฉลี่ยอยู่ที่ 9-10 ล้านบาทต่อสาขา ซึ่งยังไม่รวมกับเงินลงทุนที่ใช้ลงทุนการขยายคลังสินค้าแห่งใหม่ โดยในปี 70 อาจจะมีการพิจารณาว่าจะลงทุนขยายคลังสินค้าในภาคเหนือหรือภาคใต้เพิ่มเติม ซึ่งเป็นภูมิภาคที่บริษัทมีการขยายไปค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมาและช่วงปีหน้า นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและสินค้าดีจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ผ่านโครงการ “CJ STAR ของดี ติดดาว” โครงการที่มุ่งค้นหาและยกระดับสินค้าของดีจากท้องถิ่น ให้ก้าวไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น โดย CJ MORE จะทำหน้าที่เป็นทั้ง “ผู้ค้นหาและผู้สนับสนุน” ด้วยการลงพื้นที่เพื่อค้นหาสินค้าที่มีศักยภาพจากผู้ประกอบการรายเล็ก ก่อนนำมาพัฒนาต่อยอดให้พร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดในวงกว้าง ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน รูปลักษณ์สินค้า และบรรจุภัณฑ์ พร้อมทั้งถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลัง คุณค่า และความตั้งใจของคนทำของดี รวมถึงเปิดพื้นที่ให้สินค้าได้พบกับผู้บริโภคผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายของ CJ MORE โดยเริ่มต้นผ่านเครือข่ายร้าน CJ MORE กว่า 538 สาขา ในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก และพร้อมเดินหน้าขยายโอกาสอย่างต่อเนื่องไปยังเครือข่ายร้าน CJ MORE ที่เปิดให้บริการแล้วกว่า 2,100 สาขา ครอบคลุมกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้รับการติดดาวทั้งสิ้น 14 ราย รวม 21 รายการสินค้า ซึ่งถือเป็นตัวแทน “ของดี” จากชุมชนต่างๆ ที่มีความหลากหลายทั้งอาหาร ขนม เครื่องปรุง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ความพิเศษคือ สินค้าเหล่านี้จะได้วางขายในบริเวณพื้นที่หัวชั้น “CJ STAR ของดีติดดาว” ในร้าน CJ MORE เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง “เราตั้งใจให้ CJ STAR ของดี ติดดาว เป็นมากกว่าโครงการสนับสนุนสินค้า แต่เป็นอีกหนึ่งกลไกในการเชื่อมต่อของดีจากท้องถิ่น กับโอกาสทางการตลาด และส่งต่อเรื่องราว คุณค่า และความภาคภูมิใจของคนทำของดีจากชุมชนไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ” นายเสถียร กล่าว ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |