บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด (Merkle Capital) เผยว่า แม้ว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ราคา "Bitcoin" ถือว่าปรับตัวขึ้นมาเด่นที่สุดกว่า 70% แต่สำหรับ "ETH" คริปโทเคอร์เรนซี อันดับ 2 ของตลาดคริปโทฯ ก็กำลังจะมีกิจกรรมสำคัญในเดือนเมษายน 2566 นั่นก็คือการอัปเกรด "Ethereum Shapella" กิจกรรมสำคัญครั้งนี้มีผลกระทบต่อคริปโทฯ อย่างไร และแผนในการรับมือของนักลงทุน? นายวรเมธ จันทร์เสน ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ให้มุมมองคริปโทเคอร์เรนซีอันดับ 2 ของโลกว่าจากที่ผ่านมามีประกาศสำคัญจาก Ethereum Foundation เรื่องการอัปเกรด "Ethereum shapella" ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 12 เมษายนนี้ ถือเป็น การอัปเกรดครั้งสำคัญของ Ethereum ต่อจาก "The merge" ซึ่งก่อนจะทำความเข้าใจ Shapella นั้น ขอสรุปประเด็นหลังจากการอัปเกรด The Merge ในช่วงกันยายนในปี 2022 ก่อน ***The Merge จุดเริ่มต้นจาก POW สู่ POS การอัปเกรด "The Merge" ทำให้ระบบการทำงานของ Ethereum ถูกเปลี่ยนจาก Proof of work (POW) เป็นแบบ Proof of stake (POS) สรุปให้เข้าใจง่ายคือ เมื่อก่อนนั้น Ethereum ใช้ระบบ POW ซึ่งตัวเหรียญจะสามารถขุดออกมาได้จากการใช้เครื่องขุดโดยพลังงานไฟฟ้า แต่หลังจากเปลี่ยนเป็น POS แล้ว จะทำให้การเกิดใหม่ของเหรียญ ETH เกิดจากการล็อคเหรียญ (Staking) แทน ซึ่งระบบ POS ทำให้เหรียญ ETH เกิดใหม่น้อยกว่าเดิมและใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลง โดยแนวทางทั้งหมดเป็นที่เห็นชอบจาก Ethereum Foundation โดยมี Votalik Buterin เป็นหลัก การอัปเกรด Shapella ในเดือนเมษายน 2566 นี้ คือการที่ระบบของ Ethereum จะเพิ่มฟีเจอร์การถอนเหรียญ ETH (Unstaking ETH) มาให้กับนักลงทุนที่ทำการล็อคไว้ในปีที่แล้ว ซึ่งฟีเจอร์นี้จะทำให้สภาพคล่องของเหรียญ ETH สูงขึ้นและลดค่าธรรมเนียมของการยืนยันธุรกรรมบน Ethereum chain อีกด้วย ดังนั้น ณ ปัจจุบัน การที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Ethereum chain หรือต้องการที่จะได้รับเหรียญ ETH นั้น สามารถทำได้โดยการล็อค (Staking) เหรียญ ETH ไว้ขั้นต่ำ 32 ETH และจะได้รับผลตอบแทนประมาณ 4.5% ต่อปี โดยปัจจุบันยังไม่มีระบบการถอน ETH ที่ถูกล็อคไว้ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาด้านสภาพคล่องที่ทำให้ทั้งรายใหญ่และรายย่อยไม่กล้านำเหรียญ ETH ของตนเองไป Staking นอกจากนี้ ยังต้องใช้ ETH กว่า 32 ETH คิดเป็นเงินบาทประมาณเกือบสองล้านบาท (ราคา ณ ปัจจุบัน) ซึ่งต้องใช้ต้นทุนที่สูงมากสำหรับรายย่อย จึงเกิดธุรกิจบริการ Liquid staking ขึ้นมา เพื่อช่วยให้รายย่อยสามารถล็อคหรือถอน ETH ได้สะดวกหรือง่ายขึ้น โดยลดจำนวนวันที่ถูกล็อค กำหนดขั้นต่ำที่น้อยกว่า 32 ETH ทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และการอัปเกรด "Ethereum Shapella" จะเพิ่มคำสั่งในการถอน ETH ที่ถูกล็อคไว้ ทำให้ปัญหาสภาพคล่องหมดไป รวมถึงลดค่าธรรมเนียมของ Ethereum chain ให้ถูกลงอีกด้วย ***สรุปประเด็นหลักรับมือ “Ethereum shapella” 3 ข้อ 1. ผลกระทบโดยตรงกับราคา ETH ETH ที่ถูกล็อคไว้กว่า 6 เดือนสามารถถอนออกมาได้ "มีโอกาสเกิดแรงขายระยะสั้น" จากนักลงทุนบางส่วนที่ถอนออกมาจากระบบ แต่หากมองในระยะยาว การอัปเกรดครั้งนี้จะทำให้ผู้คนเข้าถึงการล็อค ETH ที่ง่ายขึ้น รวมถึงค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่ต่ำลงอีก เหตุผลนี้จะทำให้คนที่อยู่บนเครือข่ายอื่นหรือนักลงทุนกลุ่มใหม่เข้ามาใช้ Ethereum chain มากขึ้นซึ่งเป็นผลดีต่อราคาในระยะยาว 2. ผลกระทบกับราคาเหรียญกลุ่ม Liquid staking เหรียญกลุ่มนี้เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากการอัปเกรดครั้งนี้เช่นเดียวกัน หากการถอน ETH นั้นสามารถทำได้ด้วยตนเอง มีโอกาสที่นักลงทุนบางกลุ่มกังวลเรื่องความปลอดภัยของแพลตฟอร์มและทำการล็อคกับทาง Ethereum โดยตรง แต่ยังมีปัจจัยเรื่องขั้นต่ำ 32 ETH ที่ยังคงเป็นปัญหา ทำให้ระยะสั้นอาจเกิดแรงเทขายขึ้นบ้าง แต่ในระยะยาว ปัจจัยของผู้ใช้งานมีแนวโน้มคล้ายกับข้อข้างต้น คือการอัปเกรดนี้ทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึง Ethereum ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น กลุ่มนักลงทุนที่ต้องการล็อคเงินที่จำนวนไม่มากก็ยังคงใช้งานกลุ่ม Liquid staking เช่นเดิม ข้อควรระวัง!! ลดความเสี่ยงด้วยการใช้แพลตฟอร์มที่มีสภาพคล่องต่ำหรือนำ ETH ไปสร้างผลกำไรต่อ เพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น สามารถใช้แพลตฟอร์มที่เป็นกลุ่มแนวหน้าของ Sector นี้เช่น Lido หรือ Rocket pool เป็นต้น 3. ผลกระทบต่อภาพรวม Ethereum Ecosystem การอัปเกรดครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้ค่าทำธุรกรรมถูกลง ทำให้การเข้าถึง Ehereum ecosystem ง่ายขึ้นและจะส่งผลให้มีผู้ใช้งานบน ETH chain เพิ่มสูงขึ้นซึ่งเป็นผลดีต่อมูลค่าของแพลตฟอร์มและราคาเหรียญในภาพรวมของ Ethereum Ecosystem ต่อไป |