“ถ้าวันนี้บุคคลไหน บริษัทไหนหรือประเทศไหน ไม่พูดอยู่ 2 คำ คำแรกคือ Digital คำที่ 2 คือ Green บุคคลนั้น บริษัทนั้น ประเทศนั้นจะไม่มีพื้นที่อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปใน 10 ปีข้างหน้า!” นี่คือ Insight สำคัญที่ "ท๊อป" จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ซีอีโอกลุ่มบิทคับได้มาจากการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำที่เมืองดาวอส WEF2024 ที่เขาอยากจะนำมาฝากคนไทยทุกคน เพราะเขามองว่าคำพูดนี้ “ทรงพลังอย่างมาก” ในการที่จะกระตุ้นให้ทุกคนต้องเริ่มฉุกคิดถึงทิศทางของโลกที่กำลังจะเคลื่อนตัวไป เพื่อรับมือกันได้ทัน ก่อนจะตอกย้ำภาพของคำว่า "Digital" ให้ชัดยิ่งขึ้นจากข้อมูลเศรษฐกิจดิจิทัลของจีนที่มีสัดส่วนถึง 44% ของ GDP ประเทศจีนหรือเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ***เรากำลังจะเข้าสู่ “ยุคทองของอาเซียน”! เขากล่าวต่อว่า “อีกประเด็นที่ต้องจับตากันไว้ให้ดี ซึ่งคนยังไม่ค่อยรู้เรื่องนี้คือในปี 2025 หรืออีกเกือบสองปีนับจากวันนี้ กำลังจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ASEAN Integration Agreement ระหว่างกลุ่มประเทศในอาเซียน” ความร่วมมือด้านแรกที่จะเริ่มคือ Digital Economy หรือ Digital Economy ASEAN Integration Agreement ที่จะเกิดขึ้นในปี 2025 ในข้อตกลงนี้จะมี 3 เรื่องหลักที่จะเกิดขึ้นคือ 1.free flow of payment เหมือนกับการมีระบบพร้อมเพย์ ที่จะไม่ใช่แค่จากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่แล้ว แต่เหมือนพร้อมเพย์ในอาเซียน 2.free flow of goods & logistics การขนส่งสินค้าได้ทั่วอาเซียน ภายใต้มาตรฐานของกรมศุลกากรที่เท่าเทียมกันเพื่อให้สินค้าและบริการไหลลื่นได้ในทั่วอาเซียน และ 3.free flow of people หมายความว่าต่อไปนี้คนที่มีความสามารถสูงหรือกลุ่มทาเลนต์จะทำงานในประเทศอาเซียนได้สะดวกขึ้น ปี 2023 เศรษฐกิจโลกหนักสุดแล้ว ปี2024 เศรษฐกิจเริ่มกลับมาสู่ปกติ จะเริ่มเห็นการลดดอกเบี้ยและหลังจากปี 2024 เป็นต้นไป จะมีเม็ดเงินอย่างมหาศาลไหลเข้ามาในอาเซียนมากยิ่งกว่าที่เคยพบเคยเห็นในอดีต สิ่งนี้จำนะไปสู่ “ยุคทองของอาเซียน” การค้าขายกันในระหว่างประเทศอาเซียนจะมากขึ้น มีการกระจายความเสี่ยงหรือพันธมิตรทางด้านการค้า (Trading Partner) จากเดิมที่พึ่งพาสองประเทศหลักอย่างสหรัฐและจีน ฉะนั้น จากนี้ไปเราจะเห็น Trading Partner มากขึ้นรวมถึงประเทศไทยเองเรา ก็จะเริ่มซื้อขายกับหลายประเทศอาเซียนมากขึ้น เท่ากับว่าจากนี้ไปซัพพลายเชนกำลังจะถูก Decentralize หรือกระจายอำนาจแทนที่จะพึ่งพาอยู่แค่ไม่กี่ประเทศ *** “รูปแบบการค้า” จะเปลี่ยนไป อีกหนึ่ง Insight จากดาวอสคือ “รูปแบบการค้า” จะเปลี่ยนไป เดิมประเทศไทย GDP ยังพึ่งพาการท่องเที่ยว พึ่งพารถเครื่องยนต์สันดาป หรือยางพาราที่เป็น Physical Trading Activity คือการค้าที่สามารถจับต้องได้ แต่แนวโน้มในปีที่ผ่านมา Trading activity แบบใหม่เติบโตเร็วมากนั่นคือ “Digital Trade” ซึ่งคำนี้อาจจะยังไม่ค่อยจะคุ้นหูกันมากนักเมื่อเทียบกับคำว่า Physical Trade ยิ่งไปกว่านั้นกิจกรรมที่โตขึ้นมากในปีที่แล้วเร็วพอๆ กับ Digital Trade ก็คือ Service Trade คือไม่ใช่แค่ขายสินค้าแต่ต้องให้บริการด้วยและที่โตเร็วมากกว่า Digital Trade และ Service Trade ก็คือ “Digital Service Trade” ที่จะโตเร็วมหาศาล จากการมาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 “ซึ่งทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกจะทำให้เรากลับมาวางแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ของบริษัทได้ว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน โอกาสอยู่ตรงไหน เพื่อเตรียมรับมือกับเม็ดเงินจะไหลเข้ามาในอาเซียนอย่างมหาศาล” ***Metaverse ไม่ใช่ Hype! แต่คืออนาคต เขากล่าวต่อว่า อีกหนึ่ง Insight ที่เขารู้สึกขนลุกมากก็คือตอนที่เข้าไปใน session หนึ่งที่ดาวอส แล้วจะต้องใส่แว่นของ Meta เพื่อเข้าสู่โลกเมตาเวิร์ส ตัวเองอยากจะทดลองเล่นด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็เดินรอบห้อง ขณะที่ทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นต่างก็นั่งฟัง moderator กันหมด สักพักหนึ่งผู้คนที่เป็นตัวอวตาร พร้อมใจกันหันมามองเขาด้วยความสงสัยว่าทำไมไมนั่งฟังเหมือนคนอื่นๆ แต่กลับเดินเล่นอยู่รอบห้อง ทำให้เขาเกิดความรู้สึกเกรงใจ เรียกได้ว่ารู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากสังคมบนโลกความเป็นจริงในตอนนั้นเลย หลังจากนั้นเขาก็ไม่กล้าขยับตัวอวตาร แต่ได้ตั้งใจฟัง moderator จนจบ session ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาตระหนักมากขึ้นว่าเมตาเวิร์สจะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาแน่นอนไม่ใช่แค่กระแสระยะสั้น มันคือเทรนด์การทำงานในโลกของอนาคต การประชุมแห่งโลกอนาคต จากครั้งก่อนที่เคยไปดาวอส แต่กลับยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ได้ลึกซึ้งมากนัก “ผมกล้าพูดได้ 100% ว่า Metaverse ไม่ใช่ Hype…Here To Stay และมันคืออนาคตแน่นอน” *** Tokenization RWA มาแน่! อีกเทรนด์คือการทำ Tokenization ซึ่งปัจจุบัน BlackRock มาแล้ว Fiderlity มาแล้ว ETF ก็เกิดแล้ว เม็ดเงินสถาบันเริ่มไหลเข้ามาแล้วแต่อีกแนวคิดหนึ่งที่จะปลดล็อกการเติบโตในคลื่นถัดไปคือ Tokenization ที่เราสามารถ Tokenization RWA (Real World Asset) ได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นที่ดิน เพชร ทอง หุ้น พันธบัตร ทุกอย่างจะเป็นสับเซตของ Digital Asset ทั้งหมดรวมทั้งสิ่งของหรือไอเทมในเกมด้วย ***จับตากองทุนยักษ์ที่ลงใน in-game assets และ Insight สุดท้าย เขาเชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีกองทุน กองทุนที่ไม่ได้ลงทุนแค่ใน Green หรือลงทุนแค่ใน Bitcoin ETF แต่จะเป็น กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือกองทุนที่ลงทุนในสิ่งของหรือไอเทมในเกม (in-game assets) “ซึ่งสิ่งที่คับเพลย์ฯ กำลังจะทำ เราจะเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่จะปลดล็อก GDP ใหม่ของประเทศไทยที่ไม่ได้มาแค่จากการท่องเที่ยว ไม่ได้มาจากแค่รถสันดาป ไม่ได้มาจาก Physical Trade แต่จะมาจาก Digital Trade , Service Trade และ Digital Service Trade ที่จะเกิดขึ้นซึ่งจะเป็นแพทเทิร์นใหม่ในการค้า เป็น GDP ใหม่ของประเทศไทย” ท๊อป ระบุ ข่าวที่เกี่ยวข้อง : บิทคับร่วมแอสเฟียร์ส่ง “คับเพลย์” ลุยตลาดเกมยุคเปลี่ยนผ่านสู่ WEB3 เปิดตัวแพลตฟอร์ม Astronize |