CENTEL เผยไตรมาส 4/67 ทำกำไรสุทธิ 668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากรายได้รวมที่ดีขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธุรกิจอาหาร ขณะที่ทั้งปี 67 มีกำไรสุทธิ 1,752.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL รายงานผลดำเนินงานปี 67 มีกำไรสุทธิ 1,752.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,248.10 ล้านบาท บริษัทฯมีรายได้รวม 24,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,692 ล้านบาท (หรือ 8%) โดยสัดส่วนของรายได้จากธุรกิจโรงแรมต่อรายได้จากธุรกิจอาหารอยู่ที่ 46% : 54% (ปี 2566: 44% : 56%) ขณะที่ กำไรขั้นต้นรวม 13,153 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,006 ล้านบาท หรือ 8% เทียบปีก่อน โดยคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 57% ของรายได้ (ไม่รวมรายได้อื่น) เพิ่มขึ้น 1% เทียบปีก่อนที่อยู่ระดับ 56% บริษัทมีกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวม 6,444 ล้านบาท (ปี 2566: 5,535 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 909 ล้านบาท หรือ 16% จากปีก่อน โดยคิดเป็นอัตรากำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ต่อรายได้รวม (% EBITDA) 27% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 25%) จากการบริหารจัดการ ต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรับรู้กำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียในกิจการร่วมค้าปรับตัวดีขั้นเทียบกับปีก่อน บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (EBIT) จำนวน 3,187 ล้าน บาท เพิ่มขึ้น 675 ล้านบาท เติบโต 27% และบริษัทฯ รับรู้กำไรจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินกู้ยืมสกุลเงินต่างประเทศ 121 ล้านบาท

และมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time item) ซึ่งประกอบด้วย 1) ค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินงาน (pre-opening expenses) ของโรงแรมมมัลดีฟส์แห่งใหม่ทั้ง 2 โรงแรม จำนวน 63 ล้านบาท 2) การกลับรายการด้อยค่าของสินทรัพย์สุทธิภาษีเงินได้รอตัดบัญชีและค่าเสื่อมราคา 17 ล้านบาท 3) ตั้งค่าเผื่อด้อยค่าในความนิยมแบรนด์บราวน์ คาเฟ่ จำนวน 21 ล้านบาท 4) ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจากโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ไอส์แลนด์ รีสอร์ทและสปา มัลดีฟส์ 106 ล้านบาท และ 5) การตั้งประมาณการหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นตามกฎหมายแรงงานสุทธิกับภาษีเงินได้รอตัดบัญชี 39 ล้านบาท
สำหรับไตรมาส 4/67 ผลการดำเนินงานดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน และปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากไตรมาส 3/67 ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาลท่องเที่ยว โดยมีกำไรสุทธิ 668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 425 ล้านบาท บริษัทฯมีรายได้รวม 6,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยสัดส่วนของรายได้จากธุรกิจ โรงแรมต่อรายได้จากธุรกิจอาหารอยู่ที่ 48% : 52% ขณะที่กำไรขั้นต้นรวม 3,506 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 58% ของรายได้ (ไม่รวมรายได้อื่น) บริษัทมี EBITDA รวม 1,836 ล้าน บาท เพิ่มขึ้น 360 ล้านบาท หรือ 24% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยคิดเป็น % EBITDA ที่ 29% ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 25% เนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมี ประสิทธิภาพ รวมถึงการรับรู้ กำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียในกิจการร่วมค้าปรับตัวดีขึ้น โดยมี EBIT ที่ 994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% เทียบกับช่วงเดียวกันของปกอน และมกาไรสทธ สำหรับปี 68 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงเติบโต และโรงแรมในประเทศไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่ขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการส่งเสริมภาคท่องเที่ยวและมาตรการรัฐบาล รวมถึงการฟื้นตวของนักท่องเที่ยวจีน สำหรับโรงแรมญี่ปุ่น จะได้รับปัจจัยหนุนจากการจัดงาน World Expo 2025 ส่วนโรงแรมในมัลดีฟส์ คาดผลดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น จากการปรับกลยุทธ์ทางการตลาด และการเปิดใช้งานอาคารผู้โดยสรใหม่ของสนามบินนานาชาติมัลดีฟส์ ในปี 2568 บริษัทจะรับรู้รายได้เต็มปี เป็นปีแรกจากโรงแรมที่มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ได้แก่โรงแรมเซ็นทารา กะรน ภูเก็ต จำนวน 330 ห้อง ซึ่งได้กลับมาเปิดำเนินการอีกครั้ง ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2567 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา จำนวน 553 ห้อง โรงแรมได้ทยอยปิดห้องพักเพื่อปรับปรุงตั้งแต่ไตรมาส 3/66 และทยอยเเปิดำเนินการห้องพักปรับปรุงใหม่ในแต่ละเฟสตั้งแต่ ไตรมาส 2/67 การปรับปรุงโรงแรมได้แล้วเสร็จ และเปิดให้บริการห้องพักปรับปรุงใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ จะมีการเปิดบริการโรงแรมในมัลดีฟส์จำนวน 2 โรงแรม ที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติการจ่ายเงินปันผล สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 67 ในอัตราหุ้นละ 0.59 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้สิทธิผู้ถือหุ้นในการรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 และจะจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 |