สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 4 พ.ย.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.ดาโอ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 445.00 บาท | | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 428.00 บาท | | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 420.00 บาท | | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 415.00 บาท | | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 414.00 บาท | | บล.ทรีนีตี้ | ไม่ระบุ (NA) | 405.90 บาท (Bloomberg Consensus) | | บล.ทิสโก้ | ถือ | 402.00 บาท | | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ซื้อ | 399.00 บาท | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 398.00 บาท | | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 396.00 บาท |
สรุปปัจจัยบวก + กำไรสุทธิและกำไรปกติงวด 3Q69 เติบโตแข็งแกร่ง YoY และเป็นไปตามคาดถึงดีกว่าคาด: รายงานกำไรสุทธิ 1.34 - 1.35 หมื่นล้านบาท เติบโต 12% - 13% YoY (กำไรปกติ 9M69 อยู่ที่ 40.6 - 41.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% YoY คิดเป็น 74% - 78% ของประมาณการทั้งปี) โดยผลงานออกมาตามคาดและดีกว่าคาดการณ์ของตลาด/บล.ยูโอบีเคย์เฮียน ราว 1.2% - 3% (บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง)
+ การประหยัดต้นทุนโครงข่ายและค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์สิทธิการใช้: ได้รับประโยชน์เต็มไตรมาสจากการลดลงของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (D&A) รวมถึงต้นทุนโครงข่ายลดลง 25% YoY ภายหลังสิ้นสุดสัญญาคลื่น 2100MHz และสัญญาโรมมิ่งกับ NT เมื่อต้นเดือน ส.ค. 68 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 43.1% จาก 41.8% ในงวดเดียวกันของปีก่อน (บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ฟิลลิป) + ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile) ขยายตัวต่อเนื่อง YoY: รายได้ธุรกิจมือถือเติบโต 4.0% - 4.4% YoY (อยู่ที่ 34,273 ล้านบาท) มีจำนวนผู้ใช้บริการรวม 47.16 - 47.2 ล้านราย (เพิ่มขึ้นสุทธิ 52,800 - 53,000 ราย QoQ) โดยเฉพาะลูกค้าระบบรายเดือน (Postpaid) ที่เพิ่มขึ้น 159,500 - 160,000 ราย ส่งผลให้ค่าบริการเฉลี่ยรวม (Blended ARPU) ทรงตัวและเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 239 บาท (+2% ถึง +2.1% YoY) จากการใช้งาน Data และการเปลี่ยนไปใช้แพ็กเกจ 5G (บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง) + ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (FBB) โตทั้ง YoY และ QoQ: รายได้อยู่ที่ 8,638 ล้านบาท เติบโต 5.5% - 6.0% YoY และ 0.8% - 1.0% QoQ จากฐานผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิ 45,000 - 45,500 ราย สู่ระดับ 5.39 ล้านราย ขณะที่ ARPU ทรงตัวและเติบโตที่ 536 - 536.5 บาท (+1.6% ถึง +2% YoY) รวมถึงความคืบหน้าการรวมระบบ AIS Fibre และ 3BB คาดแล้วเสร็จสิ้นปี 2569 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนในระยะยาว (บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง) + ยอดขายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เติบโตสูง และเข้าสู่ช่วง High Season ในงวด 4Q69: ยอดขายอุปกรณ์งวด 3Q69 อยู่ที่ 1.16 หมื่นล้านบาท (+16% QoQ, +29% YoY) ด้วยอัตรากำไรจากการขายอุปกรณ์เพิ่มขึ้นสู่ 5.3% และคาดว่าในงวด 4Q69 กำไรจะขึ้นสู่จุดสูงสุดของปี (New High / Peak) จากการเข้าสู่ High Season ปลายปี และการรับรู้ยอดขายสมาร์ตโฟนใหม่อย่าง iPhone 18 และรุ่นจอพับเต็มไตรมาส (บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง) + ธุรกิจลูกค้าองค์กร (Enterprise) เติบโตต่อเนื่องหากไม่รวมการปรับเปลี่ยนทางบัญชี: แม้รายได้ตามรายงานจะลดลงจากการเปลี่ยนวิธีรับรู้รายได้คลาวด์เป็นแบบ Managed Services แต่หากไม่รวมผลกระทบดังกล่าว รายได้ยังคงเติบโต 7.7% YoY และ 8.5% QoQ จากความต้องการใช้บริการ Cloud และ Connectivity ที่เพิ่มขึ้น (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง) + การลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อขยายธุรกิจโทรคมนาคมใน สปป.ลาว: บริษัทย่อย (AIV) เข้าซื้อหุ้น 49% ใน Shenington Investments ซึ่งถือหุ้น 49% ใน Lao Telecommunication (LTC) คิดเป็นสัดส่วนถือหุ้นทางอ้อม 24.01% มูลค่าลงทุน 43.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,463 ล้านบาท) ช่วยขยายโครงข่ายเชื่อมโยง ไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน ในระยะยาว (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้) + แนวโน้มรายได้และ EBITDA ทั้งปี 2569 มีทิศทางแตะกรอบบนของเป้าหมาย: ผู้บริหารคาดรายได้การให้บริการหลักเติบโตที่ระดับบนของกรอบ 3% - 5% และ EBITDA มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% - 4% โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรสุทธิ/กำไรปกติทั้งปี 2569 ที่ 50,669 - 57,000 ล้านบาท (+5.8% ถึง +19% YoY) และปี 2570 แตะระดับ 58,400 - 61,000 ล้านบาท (+8% ถึง +9% YoY) (บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง) + อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงและสม่ำเสมอ: คาดการณ์เงินปันผลตอบแทนอยู่ในระดับ 5.0% - 5.3% ต่อปี (บล.บัวหลวง คาดปันผลงวด 2H69 ที่ 6.9 บาท/หุ้น หรือราว 2.0%) มีลักษณะความเป็นหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) จากกำไรที่มั่นคง ช่วยรองรับความผันผวนของตลาดได้ดี (บล.เคจีไอ, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง) + มูลค่าหุ้น (Valuation) ยังน่าสนใจ: ซื้อขายบนระดับ P/E ปี 2569 ที่ราว 17.9 - 20.0 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 20.7 เท่า และในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น Underperform ดัชนี SET ราว -4% (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) สรุปปัจจัยลบ - กำไรสุทธิและกำไรปกติ 3Q69 ชะลอตัวลง QoQ: กำไรลดลง 1.0% - 2.0% QoQ (ลดลง 1.5% QoQ มาอยู่ที่ 1.34 - 1.35 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากรายได้จากธุรกิจบริการหลักเติบโตจำกัดจากผลกระทบของฤดูฝนและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ (บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง)
- อัตรากำไร (Margin) ลดลง QoQ จากสัดส่วนขายเครื่องที่มีมาร์จิ้นต่ำ: อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเหลือ 43.1% จาก 44.4% ในไตรมาส 2/69 และ EBITDA Margin ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 56.6% จาก 57.8% - 58.3% ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากสัดส่วนยอดขายอุปกรณ์สมาร์ตโฟนที่มีอัตรากำไรต่ำเพิ่มสูงขึ้น (บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) และต้นทุนโครงข่ายปรับตัวสูงขึ้น: SG&A เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลและเพิ่มขึ้น 2.2% QoQ รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานด้านเครือข่ายเพิ่มขึ้น 3.7% QoQ และค่าเสื่อมราคา/ค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 2.2% QoQ ตามแผนการลงทุนขยายโครงข่าย (บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ฟิลลิป) - การรับรู้ผลขาดทุนจากธุรกิจธนาคารเสมือน (Virtual Bank: CLICX): ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลงเหลือ 99 ล้านบาท (จาก 273 ล้านบาทใน 2Q69) จากการรับรู้ผลขาดทุนของ CLICX เต็มไตรมาสเพิ่มขึ้นราว 200 ล้านบาท อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนด้าน Credit Cost โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาจนถึงปีที่ 4 จึงจะเริ่มสร้างกำไรได้ (บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป) - ARPU ของลูกค้าระบบรายเดือนและฐานลูกค้าระบบเติมเงินลดลง: ARPU ของลูกค้าระบบรายเดือน (Postpaid) ปรับลดลงเหลือ 424 บาท (-2% ถึง -4% YoY และลดลงราว 10 บาท QoQ) จากการสิ้นสุดแพ็กเกจคอนเทนต์ EPL, การให้ส่วนลดแก่ลูกค้าองค์กร และรายได้โรมมิ่งขาออกที่ชะลอตัว ขณะที่ผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน (Prepaid) ลดลงสุทธิ 106,000 - 106,700 ราย จากมาตรการตรวจสอบและลงทะเบียนซิมการ์ดที่เข้มงวด (บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส) - แรงกดดันจากค่าใช้จ่ายด้านการปรับปรุงระบบไอที (IT Modernization): ค่าใช้จ่ายด้าน IT และการพัฒนาระบบเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI จะเพิ่มสูงขึ้นในงวด 4Q69 และต่อเนื่องไปยังปี 2570 ซึ่งเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายการตลาดปลายปี อาจส่งผลให้กำไรสุทธิ 4Q69 ทรงตัวหรืออ่อนตัวเล็กน้อย QoQ (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ฟิลลิป) - การลงทุนใน Lao Telecom ยังไม่สร้างผลกำไรในระยะสั้น: การเข้าลงทุนใน Shenington Investments วงเงินราว 1,463 ล้านบาท ผู้บริหารประเมินว่าจะมีส่วนสนับสนุนต่อกำไรในระยะแรกอย่างจำกัด (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้) - ภาระหนี้สินและความเสี่ยงจากงบลงทุน (CAPEX): หนี้สินปรับเพิ่มขึ้นจากการปรับโครงสร้างงบดุลและสัญญาเช่าระยะยาวกับ NT โดยยังมี Downside Risk จากงบลงทุน (CAPEX) ที่อาจสูงกว่าคาด และการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ยังเข้มข้น (บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) - ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาวจากเทคโนโลยี Direct-to-Device (D2D): เทคโนโลยีเชื่อมต่อดาวเทียมกับสมาร์ตโฟนโดยตรงยังเป็นความเสี่ยงระยะกลางถึงยาวที่ต้องจับตา แม้ผลกระทบระยะสั้นยังจำกัดจากต้นทุนลงทุนสูงและต้องรอการอนุมัติจาก กสทช. (บล.เคจีไอ) - รายได้ธุรกิจ Data Center ยังมีสัดส่วนน้อยมาก: ปัจจุบันสร้างรายได้เพียงราว 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้รวมของบริษัทที่ 2.3 - 2.4 แสนล้านบาทต่อปี (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) |