BANPU กางแผนธุรกิจ 5 ปี เร่งสยายปีกผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก แย้มเล็งขยายโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯเพิ่ม ลุ้นชัดเจนภายในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ตั้งเป้าธุรกิจกักเก็บคาร์บอน 1.5 ล้านตันภายในปี 71 ทุ่มงบลงทุนกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมมั่นใจผลงานปี69 โตดีกว่าปีก่อน รับอานิสงส์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังปรับตัวแข็งแกร่ง (แก้ไข) เป็น : โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I&II ในปัจจุบัน บริษัทกำลังเจรจาทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) รองรับความต้องการพลังงานของกลุ่มบริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี คลาวด์คอมพิวติ้งและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscalers) นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่าบริษัทเปิดแผนธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ปี 69-73) ตามกลยุทธ์ “Energy Symphonics” ภายหลังควบรวม BPP แล้วเสร็จ โดยมีเป้าหมายการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Growth) เติบโต 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 66 และสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 73 “วันนี้บ้านปูกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการเติบโตด้วยความแข็งแกร่ง ที่มีธุรกิจพลังงานครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การอยู่ในประเทศที่มีการเติบโตด้านพลังงานและเป็นแกนหลักทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตและการจำหน่ายพลังงาน ไปจนถึงการรองรับธุรกิจไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscalers) ที่ต้องการพลังงานสูง บ้านปูจึงมีความแตกต่างและอยู่ในตำแหน่งทางธุรกิจที่ดี เรามั่นใจว่าจะเป็นบริษัทพลังงานที่สร้างคุณค่าทั้งต่ออุตสาหกรรมพลังงานโลก ธุรกิจและผู้คนที่ต้องการพลังงานที่มั่นคงและรับผิดชอบ และผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่นในบริษัทของเราเสมอมา” นายสินนท์ กล่าว มุ่งเน้นขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก 1.กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ โดยเล็งยกระดับแพลตฟอร์มพลังงานครบวงจรที่เชื่อมโยงธุรกิจก๊าซธรรมชาติสู่การผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 69 ตั้งเป้าผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 960 ล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ผลิตได้ 836 ล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าต่อวัน ด้านโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I&II ในปัจจุบัน บริษัทกำลังเจรจาทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) รองรับความต้องการพลังงานของกลุ่มบริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี คลาวด์คอมพิวติ้งและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscalers) รวมถึงบริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจากับพันธมิตรในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ Jack County รัฐเท็กซัสบนทำเลศักยภาพมากกว่า 6,000 เอเคอร์ ที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับทั้งโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแรงสูงและท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) มาใช้ โดยตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอน 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี 71 ผ่านการดำเนินงานของ BKV
2.กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) เตรียมขับเคลื่อนการเติบโตด้วยธุรกิจแหล่งพลังงานและแร่เชิงกลยุทธ์ที่สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและ AI สร้างโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจพลังงานต้นน้ำ โดยบริษัทฯ ยังคงลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) อย่างต่อเนื่อง เช่นการดักจับก๊าซมีเทนจากการดำเนินงานเหมืองใต้ดินกลับมาผลิตไฟฟ้า พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มข้อมูลแบบบูรณาการมาใช้ในเหมืองในอินโดนีเซีย ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและส่งเสริมการทำงานบนฐานข้อมูล เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน
ขณะเดียวกันบริษัทเดินหน้าแสวงหาโอกาสการเติบโตในธุรกิจแร่กลยุทธ์ เช่น นิกเกิลและบอกไซต์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตและระบบกักเก็บพลังงาน รองรับการเติบโตในระยะยาวและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจของบริษัทฯ 3.กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) เตรียมขยายศักยภาพแพลตฟอร์มไฟฟ้าครบวงจรในตลาดสำคัญ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าในระดับสาธารณูปโภคที่เสถียรและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน,พลังงานหมุนเวียน,ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน พร้อมยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ มั่นคง และยั่งยืน
บริษัทยังคงมองหาโอกาสลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ CCGT ในสหรัฐฯและเอเชีย รองรับแนวโน้มความต้องการไฟฟ้าที่เติบโตเชื่อมโยงระหว่างภาคพลังงานและอุตสาหกรรมดิจิทัลและให้ความสำคัญกับการขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่อนาคตสังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างการพัฒนาภายในปี 72 รวมทั้งหมด 10 โครงการ รวม 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมง ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ โครงการเมกะเมาท์ (Megamouth) ความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นโครงการ BESS แห่งแรกของบริษัทในสหรัฐฯ และโครงการวูรีน ความจุพลังงาน 1,400 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ในออสเตรเลีย 4.กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เตรียมต่อยอดธุรกิจพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งมอบ Net-Zero Solutions แบบครบวงจรและเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงพลังงานที่เชื่อถือได้และคุ้มค่าด้านต้นทุนพลังงาน สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของลูกค้าทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มลูกค้าที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของ AI
นอกจากนี้ยังเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ในเทคโนโลยี AI ที่มีศักยภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล และเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตผ่าน Corporate Venture Capital (CVC) หรือหน่วยงานลงทุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสทางธุรกิจแห่งอนาคตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น วางงบลงทุน 5 ปีกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ บริษัทเตรียมงบลงทุนในช่วง 5 ปีไว้ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแบ่งเป็นสัดส่วนประมาณ 60% เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติและ BKV และอีกสัดส่วน 40% ลงทุนในกลุ่มธุรกิจเหมืองและกลุ่มธุรกิจไฟฟ้า (Power+) ทั้งนี้มองว่าปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจที่ค่อนข้างมั่นคงอยู่แล้วทั้งธุรกิจถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้าที่มีกระแสเงินสดที่ดีและเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 3 ปีข้างหน้า (69-71) จะเป็นปีที่บริษัทเริ่มลงทุนในธุรกิจที่ถนัด อาทิ การเพิ่มศักยภาพแหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เนตต์ในประเทศสหรัฐฯ และโครงการโรงไฟฟ้าที่จะทยอยเข้ามาในปี 70-71 รวมถึงโครงการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ที่อยู่ระหว่างแผนการพัฒนาจะเข้ามามากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของบริษัท ส่วนกลุ่มธุรกิจเหมืองถ่านหินของบริษัทมีกำไรค่อนข้างดี หากเน้นประสิทธิภาพมากขึ้นเชื่อว่าอัตรากำไรก็จะปรับตัวดีขึ้น "กระแสเงินสดที่จะเข้ามาจากในอนาคต คาดว่าจะมาจากกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯและกลุ่มธุรกิจ Power+ ซึ่งจะช่วยเพิ่ม EBITDA Growth โต 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 66 และสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า" นายสินนท์ กล่าว ทิศทางผลประกอบการปี 69 ส่วนด้านผลประกอบการปีนี้มั่นใจว่าจะเติบโตดีกว่าปีก่อน เห็นได้จากเทรนด์ธุรกิจในงวดไตรมาส 2/69 ที่อยู่ในทิศทางที่ดี โดยปัจจุบันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีแนวโน้มปรับตัวแข็งแกร่ง แม้ราคาก๊าซฯจะปรับตัวลดลงมาบ้าง แต่บริษัทได้มีกำหนดราคาขายไว้ล่วงหน้าจึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก นอกจากนี้แนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3/69 มองว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงมั่นคงแบบนี้อยู่และราคาต่างๆตอนนี้ก็ปรับตัวขึ้นหมด ซึ่งคาดว่าจะอยู่ทรงนี้ไปตลอด ส่วนราคาก๊าซฯที่ปรับตัวลดลง คาดว่าเป็นเรื่องของดีมานด์ในประเทศสหรัฐฯที่ตอนนี้ยังมาไม่ทัน ซึ่งถ้าความต้องการของกลุ่มธุรกิจ data center เข้ามาในช่วงปี 71 คาดว่าราคาก๊าซฯจะปรับตัวสูงขึ้น ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |