สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 18 ส.ค. 69
ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.เมย์แบงก์ | ซื้อ | 28.00 บาท | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 25.00 บาท | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | ซื้อ | 25.00 บาท | บล.พาย | ซื้อ | 24.00 บาท | บล.เอเซีย พลัส | ซื้อ | 22.00 บาท | บล.บัวหลวง | ซื้อ | ไม่ระบุ |
สรุปปัจจัยบวก + ผู้บริหารมั่นใจเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อปี 2569 ที่ 5-10% YoY โดยคาดว่าแนวโน้มสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง (2H69) โดยเฉพาะสินเชื่อจำนำทะเบียนและเช่าซื้อรถบรรทุกมือสองที่เห็นความต้องการฟื้นตัวดีขึ้น (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซีย พลัส, บล.พาย)
+ ปรับลดเป้าหมาย อัตราการตั้งสำรองหนี้สูญ (Credit Cost) ปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 2.0 - 2.5% (จากเดิม 2.2 - 2.8%) เนื่องจากประสิทธิภาพในการติดตามหนี้และการเก็บเงินสดที่ยังแข็งแกร่ง (บล.ทิสโก้, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซีย พลัส, บล.พาย)
+ ต้นทุนทางการเงิน (Cost of funds) ในครึ่งปีหลัง (2H69) มีแนวโน้มลดลงอีก 5 - 10 bps จากการปรับอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ การออกหุ้นกู้ Euro-Yen ต้นทุนต่ำ และการทยอยทดแทนแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนสูง (บล.ทิสโก้, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซีย พลัส, บล.พาย)
+ คุณภาพสินทรัพย์ยังคงดีและอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ โดยมีอัตราส่วนการตั้งสำรองต่อ NPL (Coverage ratio) สูงสุดในกลุ่มฯ ที่ระดับ 322% ณ สิ้นไตรมาส 2/69 ช่วยเป็นกันชนรองรับความไม่แน่นอน (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เอเซีย พลัส, บล.พาย)
+ โครงการซื้อหุ้นคืนยังเหลือวงเงินอยู่อีกมาก (งบรวมทั้งหมด 2.4 พันล้านบาท ใช้ไปแล้วเพียง 351 ล้านบาท) คาดว่าจะกลับมาซื้อหุ้นคืนได้อีกในเดือน ส.ค.69 ช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้น (บล.ทิสโก้, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซีย พลัส, บล.พาย)
+ กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2569 ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ โดยในไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 1.53 พันล้านบาท (+18.3% YoY) และคาดว่ากำไรสุทธิทั้งปี 2569 จะเติบโตโดดเด่นราว 17 - 26% YoY (บล.กรุงศรี, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เมย์แบงก์, บล.พาย)
+ ธุรกิจนายหน้าประกันภัยและเบี้ยประกันวินาศภัยยังมีการเติบโตและขยายส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างแข็งแกร่ง ช่วยหนุนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซีย พลัส, บล.พาย)
+ การประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) มีความน่าสนใจ เทรดที่ระดับ P/BV ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต พร้อมให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงราว 4.9 - 5.9% ต่อปี (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เมย์แบงก์)
+ ไม่ได้รับผลกระทบจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้มงวดดูแลธุรกิจนอนแบงก์ เนื่องจากปฏิบัติตามเกณฑ์อยู่แล้ว (บล.พาย)
สรุปปัจจัยลบ - หนี้เสีย (NPL) ในไตรมาส 2/69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7% QoQ แต่ NPL ratio ยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1.5% (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.พาย)
- มีความเสี่ยงด้านต่ำ (Downside risk) หากราคารถยนต์และรถบรรทุกมือสองปรับตัวลดลง หรืออัตราส่วน NPL เพิ่มสูงขึ้นเกินคาด (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล)
- ผลประกอบการไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิลดลง 5.0% QoQ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้น และรายได้ค่าธรรมเนียมลดลง (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.พาย)
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews
|