สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 20 ส.ค. 69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 27.00 | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 25.50 | บล.พาย | ซื้อ | 23.10 | บล.ดาโอ | ซื้อ | 23.00 | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 23.00 | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 23.00 | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 22.70 | บล.ฟิลลิป | ทยอยซื้อ | 21.60 |
ปัจจัยบวก +
+ Backlog ปัจจุบันยังคงสูงอยู่ที่ประมาณ 1.40 - 1.46 แสนล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างความชัดเจนและรองรับการรับรู้รายได้ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า (บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) + คาดการณ์กำไรสุทธิ/กำไรปกติปี 2569 อยู่ที่ราว 2,237 - 2,500 ล้านบาท (+2% YoY) และมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้ขึ้น 5% จากผลงาน 2Q69 ที่ออกมาดีกว่าคาดที่ 800 ล้านบาท (บล.ดาโอ, บล.พาย) + ผลประกอบการช่วง 3Q69 คาดว่ากำไรจะปรับตัวดีขึ้น QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล (High Season) ของบริษัทลูกอย่าง CKP และ BEM รวมถึงรายได้ก่อสร้างที่เติบโตและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง (บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป) + แนวโน้มดอกเบี้ยจ่ายและต้นทุนทางการเงินใน 2H69 จะลดลงต่อเนื่อง หลังจากทยอยนำเงินจากการขายหุ้นโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางไปคืนหนี้ และหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง 15% YTD ส่งผลให้ Net D/E ลดลงเหลือ 1.0 เท่า (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย, บล.ฟิลลิป) + อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ใน 2Q69 ปรับตัวดีขึ้นขึ้นไปอยู่ที่ 8.1% - 8.2% (หรือแตะระดับสูงสุด 9% จากข้อมูลบางสำนัก) เนื่องจากผสมโครงการที่ดี ได้รับเงินชดเชยค่า K และการบริหารต้นทุนที่ดี รวมถึงได้รับเงินชดเชยประกันภัยอุบัติเหตุในพื้นที่ก่อสร้างแล้วราว 100 ล้านบาท (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย, บล.เคจีไอ) + มีโอกาสได้รับงานใหม่มูลค่ารวมกว่า 2.0 - 2.5 แสนล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า (ปี 2570-2571) จาก Pipeline โครงการภาครัฐและเอกชนรวมกว่า 7.71 แสนล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าส่วนแบ่งงานราว 20-30% (บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย, บล.เคจีไอ) + มี Catalyst สำคัญระยะสั้นช่วงปลายปี เช่น โครงการ Double Deck ของ BEM มูลค่าราว 35,000 ล้านบาท, งาน M&E สายสีม่วงใต้, งานขยายสนามบินสุวรรณภูมิฝั่งตะวันออกมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท และการเริ่มลงหัวเจาะสายสีส้มตะวันตกช่วงปลายปี (บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป) + โครงสร้างธุรกิจแข็งแกร่งโดยมี BEM เป็น Investment Arm ช่วยให้บริษัทไม่ต้องเพิ่ม Leverage มากเกินไปในการทำโครงการ PPP และอยู่ระหว่างศึกษาการเข้ารับงานก่อสร้าง Data Center จากเอกชนเพิ่มเติม (บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง) + มีการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 1H69 จำนวน 0.20 บาท/หุ้น (XD 27 ส.ค.) คิดเป็น Dividend Yield ราว 1.0% (บล.พาย, บล.เคจีไอ) ปัจจัยลบ -
- โครงการประมูลใหม่จากภาครัฐส่วนใหญ่ถูกเลื่อน Timeline ออกไปราว 1-2 ไตรมาส (ไปเป็นช่วง 4Q69 - 1Q70) ทำให้โอกาสที่ Backlog จะทำจุดสูงสุดใหม่เลื่อนออกไปเป็นปี 2570 (บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) - กำไรในสุทธิช่วง 3Q69 คาดว่าอาจชะลอตัวลง YoY เนื่องจากฐานที่สูงในปีก่อน (3Q68) ที่มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางจำนวน 815 ล้านบาท (บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) - แนวโน้มกำไรช่วง 4Q69 คาดว่าจะเข้าสู่ช่วง Low Season ของธุรกิจหลักและบริษัทร่วม ทำให้กำไร 2H69 มีโอกาสออกมาต่ำกว่า 1H69 (บล.เคจีไอ) - อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในช่วง 3Q69-4Q69 คาดว่าจะย่อตัวลงจากระดับ 8.1%-8.2% ใน 2Q69 กลับสู่ระดับปกติที่ 7.0% - 8.0% เนื่องจากหมดปัจจัยบวกพิเศษจากค่า K และผลกระทบจากฤดูฝน (บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป) - ความผันผวนของผลประกอบการจาก BEM และ CKP ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของกำไรกลุ่ม โดยมีความเสี่ยงจากปัจจัยธรรมชาติ เช่น ปรากฏการณ์ El Niño ที่กระทบการผลิตไฟฟ้า และความเสี่ยงจากจำนวนผู้โดยสาร (บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง) - ความเสี่ยงจากความล่าช้าในการอนุมัติโครงการของ ครม., การปรับเปลี่ยนนโยบายภาครัฐ (เช่น นโยบายตั๋วร่วม, การลดค่าผ่านทาง), ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |