ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมผสานในวันจันทร์ (2 พ.ย.) โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดแดนบวก หลังราคาน้ำมันร่วงลงจากความหวังว่า สหรัฐฯ และอิหร่านอาจบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ขณะที่ดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดลดลงจากแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยี โดยหุ้น Apple ปรับตัวลดลงก่อนเผยผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ขณะที่นักลงทุนยังจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,983.98 จุด เพิ่มขึ้น 213.67 จุด (+0.41%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,541.40 จุด ลดลง 38.67 จุด (-0.51%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 25,164.32 จุด ลดลง 272.68 จุด (-1.07%) ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดในแดนบวกเมื่อวันจันทร์ ขณะที่ในช่วงต้นของการซื้อขาย ดัชนี S&P 500 และแนสแดคต่างปรับตัวขึ้นในวันแรกของการซื้อขายเดือนพ.ย. อย่างไรก็ตาม ตลอดเดือนต.ค. ดัชนีแนสแดคปรับตัวลดลง 5.3% หลังแรงเทขายเมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค.) จากความกังวลว่าการใช้จ่ายมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI กำลังแซงหน้าความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดในระยะสั้น ตลาดได้แรงหนุนบางส่วนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รุ่นอายุยาวปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ หลังอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมเข้าสู่การเจรจาสันติภาพหลังสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อมานาน 8 เดือน ส่งผลให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ขณะที่หุ้น Apple ปิดลดลง 1.5% ก่อนรายงานผลประกอบการ ซึ่งมีขึ้นหลังปิดตลาด โดยบริษัทเผยรายได้ไตรมาส 4 ปีงบการเงิน 2026 สูงกว่าคาดการณ์ โดยได้แรงหนุนจากดีมานด์ iPhone 18 Pro ที่แข็งแกร่ง รวมถึงการปรับขึ้นราคาที่ช่วยชดเชยต้นทุนชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวทรงตัวหลังประกาศผลประกอบการ บรรยากาศการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเปราะบาง หลังเอกสารยื่นขอเสนอขายหุ้น IPO ฉบับปรับปรุงของ Anthropic แสดงให้เห็นว่า บริษัทขาดทุนสุทธิในไตรมาส 3 ลดลงอย่างมาก ขณะที่รายได้พุ่งขึ้นก่อนการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เจค ดอลลาร์ไฮด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Longbow Asset Management เตือนว่า นักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับอัตราการใช้จ่ายด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยี บริษัทต่าง ๆ ต้องตระหนักว่าการใช้จ่ายมีขีดจำกัด และต้องพิจารณาว่าการลงทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นได้มากเพียงใด เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง การใช้จ่ายเพิ่มเติมอาจไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม แต่กลายเป็นเพียงภาระต้นทุน ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า กำไรไตรมาส 3 ของบริษัทในดัชนี S&P 500 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตดังกล่าว นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันอังคาร ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถดึงคะแนนเสียงจากพรรครีพับลิกัน และคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่ ผลสำรวจความคิดเห็นบ่งชี้ว่า พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ผลการเลือกตั้งวุฒิสภายังมีความไม่แน่นอน โดยในช่วง 2 ปีแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ขณะเดียวกัน ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยังบ่งชี้ว่า กิจกรรมภาคการผลิตของสหรัฐฯ ฟื้นตัวขึ้นในเดือนต.ค. โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ปิดแดนบวก นำโดยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปิดบวก 2.25% ตามด้วยกลุ่มวัสดุที่เพิ่มขึ้น 1.83% ส่วนกลุ่มพลังงานลดลง 4% - หุ้น Amazon พุ่งขึ้น 2.2% ขณะที่หุ้น Tesla บวก 1% - หุ้น Oracle ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ร่วงเกือบ 9% หลังเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า บริษัทมีแผนระดมทุน 20,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านการออกตราสารหนี้และเสนอขายหุ้น สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่า การใช้จ่ายที่พึ่งพาเงินกู้เป็นแหล่งเงินทุนอาจสร้างความเสี่ยงมากขึ้น และยากที่จะสร้างความคุ้มค่าเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับตัวสูงขึ้น - หุ้น Marvell Technology ผู้ผลิตชิป ดิ่ง 13% หลังประกาศเข้าซื้อกิจการ Lumentum ผู้ผลิตชิ้นส่วนออปติคัล ด้วยการแลกหุ้นมูลค่า 115,000 ล้านดอลลาร์ รวมหนี้สิน ขณะที่หุ้น Lumentum ดิ่งลง 18.6% - หุ้น Intel ดิ่งลง 8.8% ต่อเนื่องจากการร่วงลง 29% เมื่อวันศุกร์ หลังบริษัทคาดการณ์รายได้รายไตรมาสต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ และคาดว่ากระแสเงินสดจะไม่เป็นบวกในปีนี้ - หุ้น Palantir ร่วง 3.1% ก่อนเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสหลังตลาดปิด - หุ้น AMD ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ ร่วงลง 7.5% ก่อนรายงานผลประกอบการในวันอังคาร ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,800 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 17,300 ล้านหุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 35 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 1 ตัว โดยมีหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 2.2 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 112 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 323 ตัว ที่มา Reuters |