การประชุมเต็มคณะสมัยที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือ “Fourth Plenum” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว โดยมีผู้กำหนดนโยบายระดับสูงของรัฐบาลจีนมารวมตัวกันเพื่อทบทวนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ขณะที่หลายฝ่ายจับตามองว่า จีนจะส่งสัญญาณใด ๆ ที่บ่งชี้ถึงการกำหนดทิศทางในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจออกมาหรือไม่ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านจากปัจจัยภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ไปจนถึงแรงกดดันด้านเงินฝืดที่ยังฉุดรั้งเศรษฐกิจของมหาอำนาจเบอร์สองของโลก สำนักข่าว Nikkei Asia ได้รวบรวม 5 ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับการประชุมในปีนี้ ดังต่อไปนี้ 1. การประชุม Fourth Plenum คืออะไร สำคัญอย่างไร การประชุมประกอบด้วยคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 200 คน และสมาชิกสำรองอีก 170 คน โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งควบตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นประธานในที่ประชุม โดยปกติจะมีการประชุมเต็มคณะ 7 ครั้ง ระหว่างวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี การประชุมเต็มคณะครั้งที่สาม ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนก.ค. 2024 ได้กำหนดแผนปฏิรูปครอบคลุมหลายด้าน โดยมีการตั้งเป้าบรรลุเป้าหมายภายในปี 2029 ซึ่งจะครบรอบการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน 80 ปี โดยแผนดังกล่าวครอบคลุมการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการแข่งขัน ความเสี่ยงด้านหนี้ การส่งเสริมบทบาทเงินหยวนในเวทีโลก ตลอดจนการรับมือกับจำนวนประชากรจีนที่ลดลง นักวิเคราะห์คาดว่า การประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่จะมุ่งเน้นไปที่การวางกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปีฉบับใหม่ ปี 2026 - 2030 ซึ่งจะมีการร่างแผนฉบับเต็มในภายหลัง และคาดว่าจะมีการอนุมัติในที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ในปีหน้า ซึ่งแผน 5 ปีนี้ คาดว่าจะสะท้อนมุมมองของสี จิ้นผิงต่อสถานะของจีนในเวทีโลกและเป้าหมายการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ 2. สิ่งที่คาดหวังจากแผน 5 ปีฉบับใหม่ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า จีนจะยังคงเดินหน้าบรรลุเป้าหมายเรื่องการพึ่งพาตนเองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมานั้น การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของจีนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน ได้สร้างผู้นำระดับโลกในสาขาเหล่านี้ รวมถึงการแข่งขันที่เข้มข้นและรักษาความเป็นผู้นำในด้านต่าง ๆ เช่น AI และหุ่นยนต์จะมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากจีนต้องรับมือกับความท้าทายในการเพิ่มผลิตภาพ ขณะที่ประชากรในประเทศเข้าสู่ช่วงสูงวัยและอัตราการเกิดลดลง นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะมีการเน้นย้ำความมั่นคงของชาติอย่างเข้มข้น ซึ่งจะมีการจับตาอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับถ้อยคำที่ใช้พูดถึงแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางอาหาร หลังจากที่จีนขยายมาตรการควบคุมการส่งออกแร่ และระงับการซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์กำลังจับตาดูว่า จีนจะส่งสัญญาณกระตุ้นการบริโภคมากขึ้นหรือไม่ โดยการบริโภคภาคครัวเรือนของจีน มีสัดส่วนเพียง 40% ของขนาดเศรษฐกิจ ซึ่งยังต่ำกว่าอัตราในสหรัฐฯ, สหภาพยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น อินเดีย และบราซิล ทั้งนี้ จีนจะเผยแพร่รายงานแผน 5 ปีฉบับเต็มในช่วงกลางเดือนมี.ค. หลังการประชุมสองสภา (Two Sessions) ในปีหน้า พร้อมกำหนดเป้าหมายการเติบโตเป็นตัวเลขที่ชัดเจน 
3. การประชุมครั้งนี้จะสะท้อนบทบาทความเป็นผู้นำทางการเมืองของ “สี จิ้นผิง” อย่างไร ในการประชุมเต็มคณะครั้งที่สาม ได้มีการถอดชื่อ ฉิน กัง อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสอีกสองคนในกองกำลังขีปนาวุธของกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ออกจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) จึงเป็นที่จับตามองว่า การประชุมรอบนี้จะมีการส่งสัญญาณใหม่ถึงการกวาดล้างคอร์รัปชั่นที่ยกระดับมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาหรือไม่ ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (17 ต.ค.) พรรคได้ขับเจ้าหน้าที่ 9 รายออกจากพรรคอย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงการสั่งปลดนายพลสองนายออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ โดยระบุว่าทั้งสองคนทำผิดวินัยร้ายแรงและต้องสงสัยว่าจะมีการทุจริตเงินจำนวนมหาศาล ปัจจุบัน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำสมัยที่สามมาได้ครึ่งทางแล้ว ซึ่งจะหมดวาระลงในปี 2027 ทำให้เขาเป็นผู้นำจีนที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เหมา เจ๋อตง แม้จะมีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับสุขภาพของผู้นำจีน แต่สัญญาณทั้งหมดในขณะนี้ยังบ่งชี้ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจะยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปเป็นสมัยที่สี่ 4. นักลงทุนคาดหวังอะไรจากการประชุมครั้งนี้ นักลงทุนและนักวิเคราะห์คาดว่าจีนจะกำหนดเป้าหมาย GDP ต่ำลง อยู่ในกรอบ 4-5% ในปีหน้า ขณะที่ปีนี้อยู่ที่ 5% ซึ่งยังถือเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานหากดูจากแรงกดดันสารพัดที่ถาโถมเข้ามากระทบเศรษฐกิจ ทั้งภาษีสหรัฐฯ ไปจนถึงอุปสงค์ที่อ่อนแรงในฝั่งผู้บริโภคและภาวะเงินฝืด ส่วนในภาพกว้าง คาดว่าไม่น่าจะมีนโยบายที่เซอร์ไพรส์ตลาดมากนัก โดยนักลงทุนจะจับตาว่าจะมีการส่งสัญญาณถึงการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจออกมาหรือไม่ เช่น การออกมาตรการใช้จ่ายทางการคลังเพิ่มมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการสร้างโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่ยังอ่อนแอของจีน - นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley มองว่า จีนจะยอมรับถึงความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างในภาคการบริโภคในฝั่งภาคบริการ รวมไปถึงการฟื้นฟูเมือง และการใช้จ่ายทางสังคม ซึ่งจะมีการปรับสมดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป - ด้านนักยุทธศาสตร์ตลาดหุ้นเอเชียของ Morningstar มองว่า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง สหรัฐฯ-จีน ที่ปะทุขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักลงทุนจะตอบรับเชิงบวกต่อวาทกรรมที่เน้นย้ำถึงการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลย - นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs คาดว่า หากมีการเน้นย้ำถึงการบริโภคและการผ่อนคลายด้านกฎระเบียบ ตลาดจะมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก ในทางกลับกัน หากมีการให้น้ำหนักไปที่การเพิ่มอำนาจในการควบคุมของพรรคและการเพิ่มความเข้มงวดด้านกฎระเบียบ ก็จะเป็นสัญญาณเชิงลบ ประเด็นดังกล่าวยังเป็นที่จับตามองในฝั่งรัฐบาลตะวันตกเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมานั้น สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เคยย้ำหลายครั้งว่า จีนควรปรับสมดุลเศรษฐกิจโดยส่งเสริมให้มีการบริโภคมากขึ้น ด้านเจ้าหน้าที่ IMF เรียกร้องให้จีนมุ่งเน้นไปที่การใช้จ่ายภายในประเทศและลดขนาดนโยบายที่มุ่งเน้นด้านอุตสาหกรรมลง 5. การตีความสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ความตึงเครียดทางการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และจีน เนื่องจากประเด็นการควบคุมการส่งออกและภาษีใหม่จะบดบังบรรยากาศของการประชุม โดยนักวิเคราะห์บางคนมองว่า การที่จีนเพิ่มความเข้มงวดต่อแร่หายากและสินค้าอื่น ๆ นั้น เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงพลังทางการเมืองต่อให้คนในประเทศได้เห็นก่อนการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ จนถึงตอนนี้ จีนไม่ได้หลบเลี่ยงและยังคงปกป้องจุดยืนของตน และระบุว่า กำลังเพิ่มความรัดกุมในระบบควบคุมการส่งออก ขณะเดียวกันก็ตำหนิสหรัฐฯ ที่ขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนเพิ่มเติมว่าเป็นการบ่อนทำลายการเจรจาการค้า ขณะเดียวกัน การที่จีนใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นต่อการค้าและควบคุมการส่งออกแร่หายากไปทั่วโลก ทำให้รัฐบาลจีนเองก็เสี่ยงถูกตอบโต้จากนานาชาติมากขึ้นเช่นกัน เรย์มอนด์ หยาง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนแผ่นดินใหญ่จาก ANZ กล่าวว่า ความท้าทายหนึ่งที่จีนเผชิญท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ คือการที่สมาร์ทโฟนและสินค้าไฮเทคอื่น ๆ ของจีนไม่ได้จำหน่ายอย่างแพร่หลายในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งทำให้ราคาสินค้าในจีนต่ำกว่าสินค้าระดับไฮเอนด์ที่ใกล้เคียงกันในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งนี้ การเจรจาการค้าในอนาคตมีผลอย่างมากในการกำหนดทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือการพบกันระหว่าง สี จิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นบนเวทีการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ในสัปดาห์หน้า ที่มา Nikkei Asia 
|