สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 8-16 ต.ค. 69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.พาย | ซื้อ | 45.00 | บล.หยวนต้า | ซื้อ | 42.00 | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 40.25 | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 38.50 |
สรุปปัจจัยบวก + + คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 3/26 (3Q26) จะกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาส โดยประเมินกำไรอยู่ในกรอบ 192 - 212 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโต 7% - 16% YoY และเพิ่มขึ้น 4% - 12% QoQ (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า, บล.พาย) + แนวโน้มรายได้เติบโตแข็งแกร่ง นำโดยตลาดต่างประเทศที่คาดว่าจะทำรายได้ 1,178 ล้านบาท (+22% YoY) โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของลูกค้าตะวันออกกลางหลังเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง รวมถึงยอดขายที่เติบโตต่อเนื่องในฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา อินเดีย เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า, บล.พาย) + ยอดขายในประเทศคาดว่าอยู่ที่ 412 ล้านบาท โต 8% YoY โดยได้รับปัจจัยบวกจากยอดขาย B’lue ที่เติบโตโดดเด่น, ปริมาณขาย All COCO ที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงการออกสินค้า Beauti drinks ขนาดใหม่ราคา 15 บาท/ขวด ในช่องทางร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (บล.ทิสโก้, บล.พาย) + การเข้าสู่ช่วง High season ของธุรกิจ และได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากสภาพอากาศที่ร้อนกว่าปีก่อนจากผลกระทบของปรากฏการณ์ El Niño (บล.หยวนต้า) + อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) มีแนวโน้มรักษาระดับได้ดีที่ราว 44.0% - 44.5% และคาดว่าจะขยายตัวได้จากการที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization rate) ในช่วงไตรมาส 3/26 สูงขึ้นเป็น 65% เทียบกับ 60% ในไตรมาส 2/26 (บล.ทิสโก้, บล.พาย) + มูลค่าหุ้น (Valuation) มีความน่าสนใจ โดยเทรดบนค่า PER ปี 26F ที่ระดับ 12.2 - 13.4 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตค่อนข้างมาก และคาดหวังอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 5.0% - 5.2% (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้) + แนวโน้มการเติบโตในปี 2027 ยังคงสดใส จากแผนการขยายกำลังการผลิต 25-30% และการเริ่มรับรู้รายได้จากตัวแทนจำหน่ายรายที่ 2 ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยหนุนให้กำไรปี 2027F เติบโตได้ราว 13% YoY (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า, บล.พาย) สรุปปัจจัยลบ - - ค่าใช้จ่ายทางการตลาดและการขาย (SG&A) ปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดว่าในไตรมาส 3/26 จะอยู่ที่ 485 ล้านบาท (+24% YoY) หรือคิดเป็น 30.5% ของรายได้ ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนสร้างแบรนด์ Mogu Mogu และกดดันให้อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ลดลงเหลือ 19.9% (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้) - แนวโน้มกำไรปกติในไตรมาส 4/26 คาดว่าจะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เนื่องจากผลประกอบการผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในไตรมาส 3/26 และเข้าสู่ช่วง Low season ของธุรกิจ (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า) - เผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และต้นทุนพลังงาน ที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง (บล.ทิสโก้, บล.พาย) - รายได้จากตลาดในประเทศช่วงไตรมาส 3/26 คาดว่าจะลดลง 4% QoQ เนื่องจากราคาสินค้ากลุ่ม All Coco ปรับตัวลงตามทิศทางราคามะพร้าว (บล.ทิสโก้) - ยอดขายในทวีปยุโรปยังคงเป็นภูมิภาคเดียวที่ไม่เห็นการเติบโตเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ (บล.พาย) - มีความเสี่ยงหากยอดขายในต่างประเทศออกมาต่ำกว่าคาด หรือต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการขาย (SG&A) สูงกว่าที่ประมาณการไว้ (บล.ทิสโก้) |