TTB เร่งเครื่องบริหารเงินทุนเต็มสปีด ประกาศซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 5 วงเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท ดำเนินการเร็วกว่ากรอบเวลาเดิมที่ตั้งเป้าไว้ปี 2571 หลัง 4 ครั้งแรกซื้อคืนสำเร็จแล้ว 2.1 หมื่นล้าน มั่นใจ CAR สูงกว่า 19% ไม่กระทบฐานะทางการเงิน นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า สำหรับโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินรวม 35,000 ล้านบาท ระยะเวลา 4 ปี (ปี 2568-2571) ธนาคารเน้นย้ำการบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อผู้ถือหุ้น โดยนับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2568 ธนาคารสามารถดำเนินโครงการได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้ ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์เร็วขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนไปแล้ว 4 ครั้ง และ สามารถบรรลุมูลค่าซื้อหุ้นคืนสะสมประมาณ 21,000 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 10,038 ล้านหุ้น หรือ 10.29% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด เร็วกว่าแผนเดิมถึง 1 ปี และ เนื่องจากหุ้นซื้อคืนไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล จึงช่วยเพิ่มผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นผ่านกลไกการจัดสรรกำไรและเงินปันผล สำหรับผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากการจ่ายเงินปันผลครั้งล่าสุด ซึ่งธนาคารประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2569 ที่ 0.081 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 23% จากปันผลระหว่างกาลของปี 2568 โดยมีปัจจัยหนุนจากทั้งการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ขึ้นเป็น 65% จาก 60% และ จำนวนหุ้นที่ใช้คำนวณเงินปันผลที่ลดลงภายหลังการซื้อหุ้นคืนใน 4 ครั้งที่ผ่านมา "ภายใต้สภาวะตลาดและปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน ธนาคารเห็นโอกาสในการเดินหน้าซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 5 ด้วยวงเงินที่เหลืออีกประมาณ 14,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการบรรลุเป้าหมายซื้อหุ้นคืน 35,000 ล้านบาท โดยการดำเนินการในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์จากการบริหารเงินทุนของธนาคารเร็วกว่ากรอบเวลาที่กำหนดไว้เดิม ซึ่งสิ้นสุดในปี 2571"นายปิติ กล่าว โดยธนาคารได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการที่ไม่มีส่วนได้เสียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และ จะประกาศราคารับซื้อคืนสุดท้าย (Final Price) ในวันที่ 26 ตุลาคม 2569 โดยในเบื้องต้นได้กำหนดกรอบราคารับซื้อคืนไว้ในช่วง 2.49-2.63 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับราคาที่พิจารณาแล้วว่าเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว ในขณะเดียวกันการดำเนินการผ่านวิธี General Offer ก็ยังช่วยลดความไม่แน่นอนจากความผันผวนของตลาด ไม่รบกวนการซื้อขายของผู้ถือหุ้น และ นักลงทุนทั่วไปในตลาดรอง ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการเพราะใช้ระยะเวลาเพียง 10 วันทำการ เทียบกับวิธีการจับคู่คำสั่งซื้อขายโดยอัตโนมัติ (Automatic Order Matching) ซึ่งใช้ระยะเวลา 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ภายหลังการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน ธนาคารยังคงมีสภาพคล่องและฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง เพียงพอสำหรับรองรับการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม โดยคาดว่าอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (Capital Adequacy Ratio: CAR) ภายหลังการซื้อหุ้นคืนจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 19.0% ซึ่งใกล้เคียงกับธนาคารขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-SIBs และ สูงกว่าระดับเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 12.0% อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การดำเนินโครงการครั้งนี้จึงสะท้อนถึงแนวทางการบริหารเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพของทีทีบี และ ความมุ่งมั่นของธนาคารในการเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านหลากหลายแนวทาง พร้อมกันนั้นธนาคารยังคงเน้นย้ำการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโต และการสร้างมูลค่าของผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว . 
|
. |