DBSV ชี้โครงการ CFP หนุนเติบโตระยะยาว เพิ่มกำลังกลั่น-สัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ดันมาร์จิ้น ด้านบล. กรุงศรีอัพกำไรปี 69-70 อีก 20-36% รับสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันค่าการกลั่นสูงกว่าคาด
DBSV ชี้โครงการ CFP ดัน TOP โตระยะยาว
ฝ่ายบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DBSV มีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) หลังเยี่ยมชมโครงการ Clean Fuel Project (CFP) ของ TOP ซึ่งเป็นโครงการ เพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่น โรงกลั่นจะมีความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบมากขึ้น คาดว่าโครงการนี้ เป็น Key growth ในระยะยาวของบริษัท รายละเอียดของโครงการ สรุปได้ดังนี้ - กําลังการผลิตโรงกลั่นจาก 275 เป็น 400 พันล้านบาร์เรล/วัน - ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็น High value products จะเพิ่มขึ้นเป็น 50% (จาก 28% ในปัจจุบัน) ยังผลให้ Nelson Complexity Index สูงขึ้นจาก 9.8 เป็น 12.0 - การใช้วัตถุดิบมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถเลือกใช้วัตถุดิบที่ต้นทุนเหมาะสมที่สุดในแต่ละช่วงเวลาได้ มาร์จิ้นจะดีขึ้น โดยโรงกลั่นในโครงการ CFP สามารถใช้น้ํามันดิบหนัก ที่ราคาถูก มากลั่นได้ โครงการ CFP ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้า 35% โดยหอกลั่นใหญ่ (จะเป็นหอกลั่นที่ 4 ของบริษัทที่ปัจจุบันมีอยู่ 3 หอกลั่น) จะเริ่ม COD ได้ใน 2027 และจะทยอย COD ส่วนที่เหลือตามมา และจะเสร็จสิ้นทั้งหมดในปี 2028 ณ ขณะนี้ โครงการเป็นไปตามแผน
คําถาม คือ หลังผลิตแล้วทําให้ oversupply ไหม? ทาง TOP บอกว่าการใช้กําลังการผลิต จะดูสถานการณ์ตลาด ก่อน และจะผลิตในระดับที่เหมาะสมที่ก่อให้เกิดกําไรสูงสุดในช่วงเวลานั้นๆ และจะมีการปิดหอกลั่นเก่าที่ล้าสมัย & มาร์จิ้นต่ําด้วย มูลค่าลงทุนโครงการประมาณ 7 พันกว่าล้านดอลลาร์
โครงการ CFP เป็น Upside ต่อประมาณการกําไรของเรา โดยการเพิ่มขึ้นของ GRM ทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะทําให้กําไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.9 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งมีนัยสําคัญ คิดเป็นประมาณ 25-40% ของกําไรสุทธิ ในช่วงปกติของธุรกิจ
ในเชิงกลยุทธ์ เรามีมุมมองเชิงบวกต่อโครงการนี้ และถ้าเป็นไปตามแผนที่บริษัทตั้งไว้ก็จะเพิ่มกําไรให้กับ TOP ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในระยะสั้นปรับขึ้นรับข่าวบวกไปพอควรแล้ว จึงควรระวังการแกว่งตัว การซื้อเก็งกําไรใหม่ เน้นเข้าซื้อจังหวะอ่อนตัว ไม่ไล่ราคา และขายเมื่อราคาปรับขึ้น (แบบหวัง Gap กําไร ไม่มาก) มีหุ้นต้นทุนต่ำ แนะนําถือต่อไป
ปัจจัยจับตา คือ การปรับโครงสร้างการถือหุ้นในโรงกลั่นของ PTT ที่จะหาพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาถือหุ้น บางส่วนในธุรกิจโรงกลั่นภายใต้กลุ่ม PTT ซึ่งหนึ่งในนั้นมี TOP ด้วย
บล.กรุงศรี อัพกำไรโรงกลั่น 20-36% สะท้อนสงครามยืดเยื้อหนุน Spread พุ่ง
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มอง Positive ต่อความคืบหน้าตามแผนของหน่วยผลิตสำคัญของ CFP และความตึงเครียดของสงครามตะวันออกกลางที่มากขึ้นและลากยาวกว่าการเลือกตั้งกลางเทอมของU.S. หนุน spread สูงต่อเนื่องโดยเราปรับกำไรสุทธิ 2569-2570 ขึ้น 20% และ 36% สะท้อนราคาน้ำมันดิบ และ petroleum spread ที่มีแนวโน้มสูงกว่าคาดจากสงครามที่ยืดเยื้อ
โดยเราปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบ ปี 2569 -2570 ขึ้น6% และ 3% เป็นราว 92.2 ดอลลาร์/บาร์เรล และ 77.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งให้แรงกดดัน stock loss ลดลง, ปรับ Gasoil/ Jet spread ปี 2570 ขึ้น 34-35% สะท้อน supply ที่ตึงตัวนานขึ้นจากสงครามที่ยืดเยื้อและขยายวง รวมถึงเราปรับ Light-Heavy spread ขึ้นมาที่ 5.5 ดอลลาร์/บาร์เรล เทียบเท่าค่าเฉลี่ย 10ปี (Vs. เดิม 4.5ดอลลาร์/บาร์เรล) สะท้อน supply น้้ำมันดิบหนักที่มีแนวโน้มออกมาเร่งขึ้นในระยะยาวหลังจาก UAE ออกจาก OPEC และ เวเนซุเอล่า เพิ่มกำลังการผลิตได้หลัง U.S. เข้าไปลงทุน ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น Buy ปรับราคาเป้าหมายปี 2570 เป็น 83บาท/หุ้น (เดิม 70 บาท/หุ้น) และเลือกเป็น top pick ของกลุ่มโรงกลั่น
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews
|