ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรงในวันศุกร์ (30 ต.ค.) โดยดัชนีแนสแดคดิ่งเกือบ 2.9% หนักสุดในวันเดียวนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. หลังนักลงทุนผิดหวังผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ Intel และ Amazon ซึ่งตอกย้ำความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพื่อลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,770.31 จุด ลดลง 572.25 จุด (-1.09%),ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,580.07 จุด ลดลง 140.32 จุด (-1.82%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 25,437.00 จุด ร่วงลง 747.73 จุด (-2.86%) ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ปิดแดนลบในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตลอดทั้งเดือนต.ค. ดัชนี S&P 500 และแนสแดคเคลื่อนไหวในแดนลบ ขณะที่ดาวโจนส์ยังสามารถปิดเดือนบวกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ดัชนีแนสแดคปรับตัวลดลง 7.8% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 6 ต.ค. หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรง เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ Intel และ Amazon ซึ่งประกาศหลังปิดตลาดวันพฤหัสบดี (29 ต.ค.) โดยหุ้น Amazon ลดช่วงลบลงในระหว่างการซื้อขาย ขณะที่หุ้น Intel ดิ่งลงถึง 28.6% โอลิเวอร์ เพิร์ช รองประธานอาวุโสของ Wealthspire Advisors กล่าวว่า สัปดาห์นี้ตลาดให้ความสนใจกับแนวโน้มของเทคโนโลยี AI อย่างมาก โดยเฉพาะคำถามว่าการลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ และต้องใช้เวลานานเพียงใดกว่าจะเห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน ขณะที่ฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ผ่านไปแล้วครึ่งทาง โดยบริษัท 299 แห่งในดัชนี S&P 500 รายงานผลประกอบการแล้ว ในจำนวนนี้ 82% มีกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะนี้นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรไตรมาส 3 ของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโต 31.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - แรงขายลามสู่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป โดยหุ้น Nvidia ร่วง 4.2% และ AMD ดิ่ง 10.9% ขณะที่ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ลดลง 7.2% ส่งผลให้ผลตอบแทนเดือนนี้ติดลบกว่า 15% ส่วนหุ้นกลุ่มผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ นำโดย Dell และ HP ร่วงลง 10.8% และ 9.6% ตามลำดับ - หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2025 โดยปิดลบ 4.24% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มบริการสื่อสารปิดลบ 1.11% ซึ่งเป็นการร่วงลงมากสุดในเดือนเดียวนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2022 - หุ้นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ นำโดย Exxon Mobil และ Chevron ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% และ 2.8% หลังรายงานกำไรสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ในไตรมาส 3 โดยมีอัตรากำไรในธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากอุปทานพลังงานที่ตึงตัวจากสงครามอิหร่าน รวมถึงสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น - หุ้น Starbucks ลดลง 1.8% หลังคาดการณ์ว่ารายได้ตลอดทั้งปีจะปรับตัวลดลง เนื่องจากการขายธุรกิจในประเทศจีนออกไป - หุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซี ได้แก่ Coinbase, Strategy และ Robinhood ร่วงลง 7.2-10.6% หลังมีรายงานว่าแฮกเกอร์ขโมยสินทรัพย์มูลค่า 6,300 ล้านดอลลาร์จาก Binance ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ที่สุดของโลก ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 19,870 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 17,260 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.8 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ 169 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 377 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 1,196 ตัว และหุ้นลบ 3,622 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 3.03 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 43 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 5 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 70 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 355 ตัว ที่มา Reuters |