CPALL ตั้งเป้ายอดขายปี 69 โตตามจีดีพี 1.5-2% คาดยอดขายครึ่งปีหลังฟื้นตัวรับไฮซีซั่น หนุน SSSG-สาขาใหม่ พร้อมชูสินค้าพร้อมดื่ม-พร้อมทาน และสินค้าตามเทรนด์มาร์จิ้นสูง เดินหน้าเปิด 700 สาขาปีนี้ตามแผน ใช้งบลงทุน 1.2-1.36 หมื่นลบ.
นางสาวปัณฑารีย์ นันทนาคม ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations General Manager) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้
บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายในปี 69 ให้สอดคล้องกับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.5-2% และแม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกภาพรวมการบริโภคในประเทศยังค่อนข้างทรงตัว โดยจีดีพีส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนจากภาคการส่งออก แต่บริษัทฯ ยังคงพยายามผลักดันยอดขายผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงการออกโปรโมชันและสินค้าใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้าและเพิ่มปริมาณการเข้าใช้บริการ (Traffic) รวมถึงยอดซื้อต่อบิล (Spending) ให้สูงขึ้น
ซึ่งกลยุทธ์ครึ่งปีหลังบริษัทฯ คาดหวังการเติบโตธุรกิจ 7-Eleven ผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ การเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) และการขยายสาขาใหม่ โดยในช่วงไตรมาส 3/69 แม้บริษัทฯ จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทย" ทำให้ไม่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากส่วนนี้ แต่บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์โดยเน้นการนำเสนอสินค้าที่มีความแตกต่างและสินค้าใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมยังมีทิศทางเป็นบวก
นอกจากนี้ไตรมาส 4/69 มองว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจซึ่งจะมีกิจกรรมการเฉลิมฉลอง วันหยุดยาว และการเดินทาง (Mobility) ของคนไทยเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการในช่วงปลายปี
สำหรับการบริหารจัดการมาร์จิ้นและผลกระทบราคาน้ำมัน ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20 basis point สำหรับทั้งปี ผ่านกลยุทธ์ด้านสินค้า ได้แก่ เน้นกลุ่มสินค้า Ready-to-Drink (พร้อมดื่ม) และ Ready-to-Eat (พร้อมทาน) รวมถึงสินค้าที่กำลังเป็นเทรนด์ เช่น สินค้ากลุ่มสุขภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำไรขั้นต้นอยู่ในระดับที่ดี
ส่วนประเด็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 3/69 เริ่มเห็นทิศทางราคาน้ำมันทยอยปรับตัวลดลง แม้จะยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม แต่คาดว่าผลกระทบจะน้อยลงและช่วยให้ GPM ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย
ด้านแผนการขยายสาขาและงบลงทุน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายสาขาใหม่ตามแผนงานเดิม โดยเป้าหมายการเปิดสาขาใหม่ปีนี้รวม 700 สาขา งบลงทุนประมาณ 12,000 - 13,600 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ใช้สำหรับการเปิดสาขาใหม่และการปรับปรุงสาขาเดิม (Renovation) และใช้สำหรับระบบสนับสนุนภายใน เช่น การลงทุนในศูนย์กระจายสินค้า (DC) เพื่อรองรับสาขาที่เพิ่มขึ้น และระบบไอทีต่าง ๆ
ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อว่าด้วยการจับกลุ่มสินค้าตามเทรนด์ และปัจจัยบวกจากสภาพอากาศที่ร้อนซึ่งส่งผลดีต่อยอดขายเครื่องดื่ม รวมถึงช่วงเทศกาลท่องเที่ยว จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 14 ส.ค.69 คำแนะนำและราคาเป้าหมาย| ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.ยูโอบี เคย์เฮียน | ซื้อ | 62.00 บาท | | บล.พาย | ซื้อ | 61.00 บาท | | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) | ซื้อ | - |
ปัจจัยบวกกำไรสุทธิ 2Q26 เติบโต YoY ตามคาด: รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 7.5 พันล้านบาท (+11% YoY) โดยมีกำไรปกติประมาณ 7.4 พันล้านบาท (+5.6% ถึง 6% YoY) ผลประกอบการเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ ได้รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) (บล.พาย, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.ยูโอบี เคย์เฮียน) ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของ 7-Eleven ยังเป็นบวก: SSSG ของธุรกิจ 7-Eleven ใน 2Q26 โต +0.8% YoY ได้ปัจจัยหนุนจากอากาศร้อนในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. รวมถึงยอดขายเดือน ก.ค. 26 ที่เติบโต +1% YoY และเดือน มิ.ย. ที่ยังทรงตัวได้ (บล.พาย, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน) การขยายสาขาต่อเนื่อง: ขยายสาขาใหม่ในไทยเพิ่ม 200 แห่งระหว่างไตรมาส (+4% YoY) รวมเป็น 16,284 สาขา และเพิ่มสาขาในลาวเป็น 32 สาขา (+2 สาขา QoQ) (บล.พาย) การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนสินค้าอาหารและอัตรากำไรขั้นต้น: รายได้จากกลุ่มอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 77.5% ใน 2Q26 หนุนอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อเพิ่มเป็น 28.0% จากสินค้ากลุ่มอาหารพร้อมทานที่มีมาร์จิ้นสูง (บล.พาย, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)) การบริหารจัดการต้นทุนที่ดี: อัตราส่วน SG&A ต่อ ยอดขาย ของส่วนธุรกิจร้านสะดวกซื้อลดลงเหลือ 29.1% จากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เช่น การปิดไฟบางส่วนแถวเว้นแถว (บล.พาย, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)) ปัจจัยหนุนช่วง 2H26 และผลกระทบนโยบายรัฐจำกัด: คาดว่าผลกระทบจากโครงการรัฐบาล (ไทยช่วยไทยพลัส / คนละครึ่ง) มีเพียงเล็กน้อย ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคทยอยฟื้นตัวตามราคาน้ำมันที่ลดลง โดยคาดว่ากำไรสุทธิช่วง 3Q26 จะทยอยฟื้นตัว ส่วนช่วง 4Q26 จะเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น (บล.พาย, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.ยูโอบี เคย์เฮียน) Valuation น่าสนใจและปันผลสม่ำเสมอ: ราคาหุ้นเทรดบน Valuation ที่น่าสนใจที่ 18xPE’26E ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยกลุ่มพาณิชย์ พร้อมคาดหวังผลตอบแทนเงินปันผลระดับ 3%-4% (บล.พาย)
ปัจจัยลบกำไรสุทธิชะลอตัวลง QoQ: กำไรปกติ 2Q26 ปรับตัวลดลง -17% QoQ ตามฤดูกาล (บล.พาย, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน) ผลงานธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก (CPAXT) กดดันมาร์จิ้นรวม: กำไรของธุรกิจค้าส่ง (Makro) และค้าปลีก (Lotus’s) ปรับตัวลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมทรงตัว YoY และทำให้สัดส่วน Consolidated SG&A-to-sales เพิ่มขึ้น 40 bps YoY มาอยู่ที่ 20.5% (บล.พาย) ต้นทุนค่าขนส่งและฝนตกในเดือน มิ.ย.: สภาพอากาศมีฝนตกมากขึ้นในเดือน มิ.ย. ประกอบกับค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันก่อนหน้านี้กดดันมาร์จิ้นบางส่วน (บล.พาย) การลดลงของสาขาในต่างประเทศบางแห่ง: สาขาในกัมพูชาลดลง 24 สาขาเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เหลือ 39 สาขา (บล.พาย) แนวโน้มไตรมาส 3/2026 เป็นจุดต่ำสุด: คาดการณ์ว่าผลประกอบการใน 3Q26 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย))
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews
|