ความปั่นป่วนในตลาดการเงินทั่วโลกจากแผนการเก็บภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตอกย้ำเหตุผลที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ในการประชุมนโยบายการเงินที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า และยังสนับสนุนข้อเรียกร้องให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินให้เร็วขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดจากนโยบายภาษี รวมถึงผลกระทบจากความผันผวนของตลาดการเงิน อาจฉุดแรงกดดันด้านราคาในภาพรวมจนกลบผลกระทบด้านเงินเฟ้อ ที่อาจเกิดจากมาตรการตอบโต้ของสหภาพยุโรป ปัจจุบัน ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุม 2 ครั้งถัดไป และอาจปรับลดรวมกัน 3 - 4 ครั้งก่อนสิ้นปี 2025 โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของยูโรโซน ยังคงปรับตัวลดลงในวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดเริ่มสะท้อนความเป็นไปได้ของภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อตอบโต้สถานการณ์นี้ 
แม้ผู้กำหนดนโยบายของ ECB จะยังไม่มีฉันทามติเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาว แต่วิกฤตในตลาดครั้งนี้ ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และอัตราดอกเบี้ยอาจลดลงลึกกว่าที่เคยคาดไว้ในปีนี้ โดยไม่กระทบต่อเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ผู้กำหนดนโยบายที่ทรงอิทธิพลหลายคนของ ECB เช่น ปิเอโร ชิปอลลอเน ( Pierro Cipollone), ฟรองซัวส์ วิลเลรอย เดอ กาลโฮ (Francois Villeroy de Galhau) และ ยานนิส สตูร์นาราส (Yannis Stournaras) ต่างสนับสนุนให้มีการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มขึ้น โดยไม่มีผู้กำหนดนโยบายสายเหยี่ยวคนใดออกมาคัดค้าน ปัจจุบัน สหภาพยุโรป (EU) ยังคงเน้นการเจรจามากกว่าการตอบโต้กับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่มีแนวคิดสายเหยี่ยวของ ECB ระบุว่า ธนาคารกลางอาจประเมินผลกระทบเงินเฟ้อจากภาษีต่ำเกินไป และอาจทำให้เกิดต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะยาว คล้ายกับช่วงก่อนยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งนี้ ECB ย้ำมาตลอดว่า การลดดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลักในด้านนโยบาย แต่ก็ยังมีเครื่องมืออื่น ๆ หลายรายการที่พร้อมใช้ หากการร่วงลงของตลาดลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์เต็มรูปแบบ โดย ECB จะเริ่มวิตกกังวลหากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารได้รับผลกระทบ ช่องว่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระหว่างประเทศสมาชิกยูโรโซนขยายตัวเกินควร หรือหากผลตอบแทนของหุ้นกู้กลุ่ม Investment grade เพิ่มมากขึ้น
ที่มา Reuters

|