Light Mode
Dark Mode
เลือกวิธีการเข้าใช้งานที่ต้องการ
ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม ? สร้างบัญชีฟรี
เลือกวิธีการสมัครสมาชิกที่คุณต้องการ
มีบัญชีอยู่แล้วใช่ไหม ? ลงชื่อเข้าใช้งาน
Ref:
ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?กด ส่งรหัสใหม่ ได้ใน นาที
เราได้ดำเนินการสร้างบัญชีของคุณเรียบร้อยแล้ว
กรุณากรอกอีเมล
ยังไม่ได้รับรหัส OTP ใช่ไหม ?กด ส่งรหัสใหม่ ได้ใน
เราได้ดำเนินการตั้งรหัสผ่านใหม่ของคุณเรียบร้อยแล้ว
โปรดเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่เพื่อความปลอดภัยของท่าน
Share
Goldman Sachs คาดว่า ภาวะราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป อย่างน้ำมันเครื่องบินและดีเซล มากกว่าน้ำมันดิบ
นักวิเคราะห์ของ Goldman ระบุว่า ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปหลายชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าน้ำมันดิบ ขณะที่การหยุดชะงักอย่างรุนแรงของอุปทานน้ำมันดิบประเภทปานกลาง-หนัก เสี่ยงทำให้การผลิตน้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันเตาลดลง
ตลาดพลังงานโลกเผชิญความปั่นป่วนจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก และยังเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค ทำให้ผู้ผลิตน้ำมันต้องลดกำลังการผลิตและระงับการดำเนินงานของโรงกลั่นบางแห่ง
แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่การโจมตีครั้งแรก โดยน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันบางชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในบางพื้นที่ของเอเชีย ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่เกาหลีใต้ จีน และไทย ต่างออกมาตรการจำกัดการส่งออกเพื่อปกป้องตลาดภายในประเทศ
นักวิเคราะห์ยังระบุว่า ไม่มีภูมิภาคหรือผลิตภัณฑ์น้ำมันใดที่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ สงครามส่งผลต่อความสามารถในการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปของประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้โรงกลั่นต้องหยุดดำเนินงาน และทำให้ปริมาณน้ำมันดิบที่เหมาะสำหรับการกลั่นเป็นเชื้อเพลิง เช่น ดีเซล ลดลง
ทั้งนี้ น้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียราว 60% เป็นน้ำมันดิบประเภทปานกลางและหนัก ซึ่งมักใช้ในการผลิตน้ำมันเครื่องบิน ดีเซล และน้ำมันเตา ขณะที่แหล่งผลิตทดแทนนอกตะวันออกกลางมีอยู่อย่างจำกัด
Goldman ยังระบุว่า ความปั่นป่วนในตลาดโลกจากความขัดแย้งครั้งนี้จะกระทบต่อการผลิตแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันและเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมถึงน้ำมันเครื่องบิน โดยเอเชียนำเข้าแนฟทาจากอ่าวเปอร์เซียเกือบ 50% ขณะที่ยุโรปพึ่งพาน้ำมันเครื่องบินจากภูมิภาคดังกล่าวราว 40%
ที่มา Bloomberg
แท็กที่เกี่ยวข้อง
เราใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี และพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ ตรงกับความต้องการของคุณมากยิ่งขึ้น คุณสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้