สำนักข่าว Japan Times รายงานวานนี้ (4 ก.ย.) ว่า ภาพยนตร์เรื่อง No More Bets ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “จะไม่มีการพนันอีกต่อไป” ได้รับความนิยมอย่างหนักในประเทศจีน ส่งผลให้ขึ้นแท่นภาพยนตร์จีนทำเงินสูงสุดแห่งปี นับตั้งแต่ออกฉายเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา อีกทั้งยังสร้างกระแสความหวาดกลัวต่อนักท่องเที่ยวชาวจีน ในการเดินทางมาท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนอีกด้วย ภาพยนตร์ดังกล่าว บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มสาว ที่หวังจะมาทำงานเก็บเงินก้อนโตในต่างแดน แต่กลับตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซนเตอร์จนถูกจับตัวไปเป็นหนึ่งในแกงค์ต้มตุ๋นเหยื่อทางออนไลน์ ซึ่งมีฐานที่มั่นในเมียนมา จากการที่ภาพยนตร์ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ประชาชนชาวจีน แต่ก็ได้สร้างความกังวลเป็นบริเวณกว้างต่อนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่กำลังวางแผนจะเดินทางมาท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน เกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ อันเนื่องมาจากแผนการหลอกลวงทางไซเบอร์ ซึ่งมักมีฐานที่ตั้งในชาติอาเซียน และจากการที่ภาพยนตร์ ใช้สโลแกนในการโปรโมตว่า “ผู้ชม 1 คน เหยื่อฉ้อโกงลดน้อยลง 1 คน” ได้เน้นย้ำว่าผู้สร้างภาพยนตร์ ต้องการเห็นเทรนด์ความนิยมของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมียนมาและกัมพูชา ตกเป็นข่าวพาดหัวที่โด่งดังในประเทศจีนบ่อยครั้ง เกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เคยออกมากล่าวเตือนว่าแนวโน้มดังกล่าวจะไม่หายไป โดยประชาชนอย่างน้อย 1.2 แสนคนในเมียนมา และประมาณ 1 แสนคนในกัมพูชา อาจถูกหลอกลวงในสถานการณ์ที่ถูกแก๊งอาชญากร บังคับให้ดำเนินการหลอกลวงออนไลน์ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน รวมถึงลาว ฟิลิปปินส์ และไทย ยังถูกอ้างถึงว่าเป็นประเทศสำคัญสำหรับการผ่านแดนการค้ามนุษย์หรือเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับขบวนการค้ามนุษย์อย่างน้อยหลายหมื่นคนต่อปี ผลกระทบจากความโด่งดังของภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่งผลไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขาออกของจีน โดยนักท่องเที่ยว ต่างรู้สึกไม่สบายใจที่จะเดินทางไปยังประเทศดังกล่าว ในปี 2562 นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาเยือนกัมพูชามากกว่า 2.3 ล้านคนจากทั้งหมด 6.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 35% ล้วนเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีน ถือเป็นตลาดการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของกัมพูชา ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวชาวจีน ยังเป็นหนึ่งในแหล่งนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมาอีกด้วย ทั้งก่อนและระหว่างการแพร่ระบาดใหญ่ รวมไปถึงสงครามกลางเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ บุคคลในวงการการท่องเที่ยวหลายคนกล่าวว่า กลโกงทางไซเบอร์ในเมียนมา ได้ทำลายชื่อเสียงของเมียนมาอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยจากการสอบถามนักท่องเที่ยวพบว่า แผนการเดินทางเยือนเมียนมาลดลง แม้จีนจะยกเลิกการห้ามกรุ๊ปทัวร์เดินทางออกนอกประเทศแล้วก็ตาม เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดบนเว่ยปั๋ว (Weibo) สื่อสังคมออนไลน์ของจีน แสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 4.8 หมื่นราย จาก 5.4 หมื่นราย ต้องการหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเมียนมา ขณะที่ราว 3 พันราย ระบุว่า มีความลังเลเกี่ยวกับการเดินทางไปเมียนมา เนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัย พร้อมกันนี้ จากแบบสอบถาม ที่ระบุว่า พวกเขาจะเดินทางไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 85% ระบุว่า จะไม่พิจารณาเดินทางไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยเช่นเดียวกัน เมื่อต้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชา เปิดตัวโครงการพิเศษ เพื่อให้การรับรองผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพการบริการ ตรงตามมาตรฐานของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับมาท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังจีนยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ ด้วยโครงการริเริ่ม “China Ready” ซึ่งกัมพูชาหวังว่า จะดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างน้อย 8 แสนคน ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่เมียนมา ลงนามบันทึกข้อตกลงกับมณฑลจี๋หลินของจีน เพื่อรับรองกันและกัน เพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจร่วมกัน ทั้งนี้ ในประเทศจีน การฉ้อโกงทางออนไลน์ กลายเป็นปัญหาที่แพร่ระบาดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในปี 2565 ทางการจีนเปิดเผยคดีเกี่ยวกับไซเบอร์และการฉ้อโกงออนไลน์ ประมาณ 4.64 แสนคดี โดยสามารถจับกุมหัวหน้าแก๊งค์และสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มอาชญากรได้ 351 รายเท่านั้น และเพื่อเป็นสัญญาณของความร่วมมือข้ามชาติที่เพิ่มมากขึ้น จีนได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสาธารณะจากไทย ลาว และเมียนมา เพื่อร่วมกันปราบปรามการฉ้อโกงออนไลน์และอาชญากรรมการพนัน ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ในเมียนมาพร้อมจัดตั้งศูนย์ประสานงาน ในจังหวัดเชียงใหม่ของไทย เพื่อสนับสนุนความร่วมมือ |