KTC เผยกำไรไตรมาส 2/69 ที่ 2,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ ครึ่งปีแรกที่ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน NPL รวมอยู่ที่ 1.86% ด้านโบรกฯ ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 69-71 ขึ้น 3-5% คงคำแนะนำ ซื้อ พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 48 บาท นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน เคทีซียังคงยึดหลักการเติบโตบนพื้นฐานของความยั่งยืน ซึ่งมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการขยายธุรกิจ การบริหารคุณภาพสินทรัพย์ และ การสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการติดตามพฤติกรรมลูกค้าและสัญญาณความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาวการณ์ ซึ่งสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 และ ครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2,225 ล้านบาท และ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 เท่ากับ 17.4% และ 17.1% ตามลำดับ พร้อมทั้งรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งในกรอบของเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้ บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และ สิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของสมาชิกและลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวน โดยกลุ่มบริษัทได้มุ่งยกระดับการดำเนินงานสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเร่งการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงท้าทาย
***อวดรายได้ Q2/69 ทรงตัวที่ 6,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3%YoY กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 ทรงตัวอยู่ที่ 6,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% (YoY) ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 6.9% (YoY) อยู่ที่ 4,040 ล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.9% (YoY) เป็นผลจากการบริหารจัดการคุณภาพของพอร์ต 2.ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง 16.1% (YoY) จากต้นทุนเงินกู้ยืมใหม่ที่ต่ำลง และ 3.ค่าใช้จ่ายในการบริหารปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.8% (YoY) เป็นผลให้ Cost to Income Ratio ของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 34.6% ลดลงจาก 35.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
"แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะยังมีความไม่แน่นอน กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และ เชื่อมั่นว่าความแข็งแกร่งทางการเงิน ประกอบกับ การบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และ ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ พร้อมส่งมอบคุณค่าให้แก่สมาชิก ผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ และ ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน"
***โชว์ NPL รวมอยู่ที่ 1.86%
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,806,784 บัญชี พอร์ตสินเชื่อรวมมีมูลค่า 107,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่ NPL Ratio ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.86% สมาชิกบัตรเครดิตเท่ากับ 3,092,023 บัตร เพิ่มขึ้น 9.9% พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตรวม มีมูลค่า 70,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในครึ่งแรกของปี 2569 เท่ากับ 153,421 ล้านบาท ขยายตัว 4.7% และ NPL Ratio ธุรกิจบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.14% ขณะที่สมาชิกสินเชื่อบุคคลรวม 714,761 บัญชี เพิ่มขึ้น 2.8% พอร์ตลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม มีมูลค่า 36,474 ล้านบาท เติบโตที่ 3.0% และ NPL Ratio สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.55% สำหรับพอร์ตลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามีมูลค่า 1,262 ล้านบาท ลดลง 29.2% และ จะทยอยลดสัดส่วนลง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้ และ บริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่เท่านั้น นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังคงเน้นรักษาวินัยทางการเงินที่ดี สะท้อนจากอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 1.43 เท่า จาก 1.64 เท่า ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีต้นทุนทางการเงินของงวด 6 เดือน เท่ากับ 2.62%
***เผยอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยทางอิเล็กทรอนิกส์-คาดจะได้รับอนุมัติจากคปภ.-ธปท. ช่วงครึ่งหลังของปี 69 เคทีซีได้เริ่มดำเนินงานในธุรกิจนายหน้าประกันภัยตั้งแต่ปลายปี 2568 มุ่งวางรากฐานที่มั่นคงผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรด้านประกันภัยทั้งการประกันวินาศภัยและการประกันชีวิต ในระยะเริ่มต้นบริษัทตั้งเป้าการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นสร้างธุรกิจที่มีคุณภาพและเติบโตอย่างมั่นคง เพื่อเสริมความหลากหลายของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอนาคต
ซึ่งเคทีซีอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนงานการขอใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และ คาดว่าจะได้รับอนุมัติจากทั้ง คปภ. และ ธปท. ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยบริษัทจะเดินหน้าต่อยอดในการพัฒนาแผนงานเชิงกลยุทธ์ของนายหน้าประกันภัยที่เสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อสร้างความสะดวก และ สามารถนำเสนอแบบประกันภัยต่างๆ ได้ตรงต่อความต้องการของลูกค้า ***ยันลดค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมผลการดำเนินงาน ล่าสุด เคทีซีให้ความร่วมมือกับ ธปท. ในโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ทยอยออกมาตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” หรือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งแม้จะสิ้นสุดระยะเวลาการลงทะเบียนไปแล้ว บริษัทก็ยังดำเนินการตามขั้นตอนช่วยเหลือจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการ และ ในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์ การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ เพื่อกำหนดมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการของสถาบันการเงิน โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อเคทีซี 1 รายการ คือ การปรับลดค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต จากเดิมที่เคยคิดที่ 3.0% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน จะลดลงเหลือ 2.5% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฏาคม 2569 เป็นต้นไป โดยบริษัทประเมินว่า การดำเนินการตามโครงการฯ ดังกล่าว หรือ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดข้างต้น จะไม่ส่งผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อภาพรวมของผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท หลัง KTC ประกาศงบไตรมาส 2/69 บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินทิศทางธุรกิจเอาไว้ ดังนี้ ***กำไร Q26/9 เติบโต 17% YoY คุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแกร่ง KTC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ที่ 2.2 พันล้านบาท (EPS 0.86 บาท) เพิ่มขึ้น 17% YoY จาก NIM ที่สูงขึ้น และ Credit Cost ที่ลดลง พอร์ตสินเชื่อทรงตัว QoQ เนื่องจาก KTC ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมถึง 2 เท่า NIM เพิ่มขึ้น 46bps QoQ มาอยู่ที่ 13.5% จากผลตอบแทนสินเชื่อ (Loan Yield) ที่สูงขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) ทรงตัว YoY จากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตรา NPL ลดลง 7bps QoQ เหลือ 1.86% Credit Cost ลดลงเหลือ 4.9% ในไตรมาส 2/69 จาก 5.7% ในไตรมาส 2/68 การเกิดหนี้เสียใหม่ (NPL Formation) ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ที่ 4.4% ***มีปัจจัยบวกหลายด้านหนุนการ Re-rating เรามองว่ามี 3 ปัจจัยบวกที่จะสนับสนุนการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (Re-rating) ได้แก่ 1.KTC สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดบัตรเครดิตได้เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม โดยส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 11.9% ในปี 2565 เป็น 13.4% ใน 1H69 จากแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม 2.คาดว่า NIM จะเพิ่มขึ้นสู่ 13.1-13.3% ในปี 69-70 จาก 12.9% ในปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนทางการเงินที่คาดว่าจะลดลง 10-20bps YoY ทั้งนี้ KTC มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดในกลุ่มที่ระดับ AA ซึ่งช่วยให้มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนทางการเงินในระยะยาว 3.การเริ่มดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันภัยจะช่วยสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมโดยไม่มีความเสี่ยงด้าน NPL และ ไม่ต้องใช้เงินทุนรองรับมากนัก เรามองว่า การปรับโครงสร้างรายได้ไปสู่รายได้ค่าธรรมเนียมที่มีอัตรากำไรสูง และ ใช้เงินทุนน้อย จะช่วยยกระดับ ROE และประสิทธิภาพการใช้เงินทุนในระยะยาว ***ปรับเพิ่มประมาณการกำไร คาดจ่ายปันผลสูงขึ้น เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 69-71 ขึ้น 3-5% เพื่อสะท้อน Credit Cost ที่ลดลง โดยคาดว่า Credit Cost จะลดลง 10-24bps YoY ในช่วงปี 69-71 ปัจจุบันคาดว่า กำไรสุทธิจะเติบโต 10% YoY ในปี 69 และ เติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ในช่วงปี 70-71 จากการที่บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนมากกว่าการเร่งขยายสินเชื่อ จึงปรับสมมติฐานอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio: DPR) เพิ่มเป็น 60-70% ในปี 69-71 จาก 45-55% ในปี 66-68 เรามองว่า ธุรกิจนายหน้าประกันภัยใช้เงินทุนต่ำ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราการจ่ายเงินปันผล ขณะที่อัตราส่วน D/E ลดลงเหลือเพียง 1.4 เท่าในไตรมาส 2/69 จาก 3.3 เท่าในปี 2562 สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไร (ROA) ที่สูง และ การจ่ายเงินปันผลในระดับต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |