ส.อ.ท.ตั้งเป้ายอดผลิตรถยนต์ปี 67 ที่ 1.9 ล้านคัน เติบโตร้อยละ 3.17% จากปี 66 โดยผลิตเพื่อส่งออก 1.15 ล้านคัน ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่วนผลิตจำหน่ายในประเทศ คาดที่ 7.5 แสนคัน เติบโตร้อยละ 9.39 รับดีมานด์รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และการย้านฐานการผลิตของต่างชาติเข้าไทย นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยตัวเลขประมาณการการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของสมาชิกกลุ่มฯ ในปี พ.ศ.2567 โดยแยกเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ดังนี้ ประมาณการการผลิตรถยนต์ในปี พ.ศ.2567 ประมาณ 1,900,000 คัน มากกว่าปี 2566 ซึ่งมีจำนวน 1,841,663 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.17 โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกประมาณ 1,150,000 คัน เท่ากับร้อยละ 65 ของยอดการผลิตทั้งหมด และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศประมาณ 750,000 คัน เท่ากับร้อยละ 35 ของยอดการผลิตทั้งหมด ผลิตเพื่อการส่งออก จำนวน 1,150,000 คัน ลดลงจากปีที่แล้วที่ผลิตได้ 1,156,035 คัน ลดลงร้อยละ 0.52 มีปัจจัยหนุนจาก ไทยเป็นฐานการผลิตรถกระบะซึ่งขนส่งสินค้าและคนเพื่อส่งออกไปทั่วโลกกว่าหนึ่งร้อยประเทศจึงอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากจากเศรษฐกิจชะลอตัว นอกจากนี้จีนเปิดประเทศซึ่งอาจส่งผลให้การค้าโลกและการท่องเที่ยวเติบโตเป็นผลดีต่อการส่งออกของหลายประเทศดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของประเทศไทย การขาดแคลนชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์คลี่คลายลงมากส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุนผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอาจมีการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า ,คำสั่งซื้อสินค้าจากประเทศคู่ค้า สหรัฐฯ, ยุโรป, จีน เพิ่มขึ้น รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มอ่าวอาหรับ GCC และอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในช่วงขาลงทำให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงและความขัดแย้งระหว่างประเทศอาจขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและการเพิ่มขึ้นใหม่ซึ่งจะ ส่งผลต่อการส่งออกลดลงและเงินเฟ้ออาจสูงขึ้น นอกจากนี้ ตลาดทั้งในและต่างประเทศเกิดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในสินค้าประเภทเดียวกัน และคู่แข่งเกิดขึ้นในภูมิภาคเพิ่มขึ้น ,นโยบายของประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก เช่น การขึ้นภาษีสรรพสามิตในรถยนต์บางประเภทในลาว ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ จำนวน 750,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ผลิตได้ 685,628 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.39 มีปัจจัยหนุนจาก การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาไทย ทำให้เกิดการเชื่อมโยง Supply Chain ของอุตสาหกรรม , ความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นทั่วโลกจากกฎระเบียบและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เริ่มมีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม หนี้ครัวเรือนสูง หนี้สาธารณะสูง ค่าครองชีพสูง อัตราดอกเบี้ยสูง ส่งผลกระทบต่ออำนาจซื้อของประชาชนลดลง ทำให้ยอดขายอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีsupply chain หลายอุตสาหกรรมชะลอตัวลง ส่งผลต่อการจ้างงาน ทำให้รายได้คนงานก่อสร้างและโรงงานลดลง นอกจากนี้่งบประมาณรายจ่ายประจำปี2567 ล่าช้าออกไปราวแปดเดือนทำให้การลงทุนและการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าออกไปด้วย ส่งผลให้การลงทุนการจ้างงานของเอกชนล่าช้าออกไป เศรษฐกิจจึงเติบโตในระดับต่ำ รวมถึงภัยธรรมชาติที่คาดไม่ถึง อาจจะกระทบต่อผลผลิตและรายได้เกษตรกร ,ความขัดแยังระหว่างประเทศอาจขยายตัวและเพิ่มขึ้นหลายพื้นที่จะส่งผลให้ราคาพลังงาน สินค้า และวัตถุดิบสูงขึ้น สำหรับยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนธันวาคม 2566 มีทั้งสิ้น 133,621 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 15.75 เพราะผลิตขายในประเทศลดลงถึงร้อยละ 29.94 โดยเฉพาะรถกระบะที่ผลิตลดลงถึงร้อยละ 41.30 จากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถกระบะเพราะหนี้ครัวเรือนสูงถึงร้อยละ 90.6 ของ GDP และอีกส่วนหนึ่งมาจากรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาขายในประเทศ โดยมียอดจดทะเบียนถึง 75,690 คัน ทำให้ผลิตรถยนต์นั่งลดลงร้อยละ 16.24 แต่การผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกปี 2566 กลับเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11.44 ตามยอดการส่งออกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.30 และสูงกว่าส่งออกปี 2562 ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด 19 และลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2566 ร้อยละ 18.19 เนื่องจากวันทำงานน้อยกว่า จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - ธันวาคม 2566 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,841,663 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - ธันวาคม 2565 ร้อยละ 2.22 โดยรถยนต์นั่ง เดือนธันวาคม 2566 ผลิตได้ 50,099 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 7.94 ส่งผลให้ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม - ธันวาคม 2566 มีจำนวน 648,803 คัน เท่ากับร้อยละ 35.23 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - ธันวาคม 2565 ร้อยละ 7.98 โดยแบ่งเป็น รถยนต์บรรทุก เดือนธันวาคม 2566 ผลิตได้ทั้งหมด 83,520 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 19.83 และตั้งแต่เดือนมกราคม - ธันวาคม 2566 ผลิตได้ทั้งสิ้น 1,192,742 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2565 ร้อยละ 7.01 รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนธันวาคม 2566 ผลิตได้ทั้งหมด 80,489 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 21.37 และตั้งแต่เดือนมกราคม - ธันวาคม 2566 ผลิตได้ทั้งสิ้น 1,155,267 คัน เท่ากับร้อยละ 62.73 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2565 ร้อยละ 7.03 โดยแบ่งเป็น ส่วนการผลิตเพื่อส่งออก เดือนธันวาคม 2566 ผลิตได้ 82,592 คัน เท่ากับร้อยละ 61.81 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 3.70 ส่วนเดือนมกราคม - ธันวาคม 2566 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 1,156,035 คัน เท่ากับร้อยละ 62.77 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 11.44 รถยนต์นั่ง เดือนธันวาคม 2566 ผลิตเพื่อการส่งออก 27,155 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 0.47 และตั้งแต่เดือนมกราคม - ธันวาคม 2566 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 333,195 คัน เท่ากับร้อยละ 51.36 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - ธันวาคม 2565 ร้อยละ 15.82 รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนธันวาคม 2566 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 55,437 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 5.62 และตั้งแต่เดือนมกราคม - ธันวาคม 2566 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 822,840 คัน เท่ากับร้อยละ 67.18 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - ธันวาคม 2565 ร้อยละ 9.76 โดยแบ่งเป็น การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนธันวาคม 2566 ผลิตได้ 51,029 คัน เท่ากับร้อยละ 38.19 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 29.94 และเดือนมกราคม - ธันวาคม 2566 ผลิตได้ 685,628 คัน เท่ากับร้อยละ 37.23 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2565 ร้อยละ 18.98 รถยนต์นั่ง เดือนธันวาคม 2566 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 22,944 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 16.24 แต่ตั้งแต่เดือนมกราคม - ธันวาคม 2565 ผลิตได้ 315,608 คัน เท่ากับร้อยละ 48.64 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม - ธันวาคม 2565 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.78 รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนธันวาคม 2566 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 25,052 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 42.57 และตั้งแต่เดือนมกราคม - ธันวาคม 2566 ผลิตได้ทั้งสิ้น 332,427 คัน เท่ากับร้อยละ 28.77 ของยอดการผลิตรถกระบะ และลดลงจากเดือนมกราคม - ธันวาคม 2565 ร้อยละ 32.57 ซึ่งแบ่งเป็น ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนธันวาคม 2566 มีจำนวนทั้งสิ้น 68,326 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2566 ร้อยละ 10.88 แต่ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ร้อยละ 17.48 ลดลงเพราะสถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถกระบะจากภาระหนี้ครัวเรือนสูง และเพราะเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากผลผลิตอุตสาหกรรมที่ลดลงตามการส่งออกที่ลดลง โรงงานจึงลดกะทำงานและลดทำงานล่วงเวลา คนงานขาดรายได้ ประกอบกับค่าครองชีพและอัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้เหลือเงินไม่เพียงพอในการใช้จ่ายอย่างอื่นได้ นอกจากนี้การลงทุนและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐก็ยังต้องรองบประมาณรายจ่ายปี 2567 ที่ล่าช้าออกไปอีกหลายเดือน การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนธันวาคม 2566 ส่งออกได้ 90,305 คัน ลดลงจากเดือนที่แล้วร้อยละ 9.34 และลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 19.09 แยกเป็นรถยนต์สันดาปภายใน ICE 87,390 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ร้อยละ 21.26 ส่งออกรถยนต์ HEV 2,915 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ร้อยละ 366.40 มูลค่าการส่งออก 62,499.78 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2565 ร้อยละ 12.41 เดือนมกราคม – ธันวาคม 2566 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 1,117,539 คัน สูงกว่ายอดส่งออกก่อนเกิดการระบาดของโรค โควิด 19 ปี 2562 และสูงสุดในรอบ 5 ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ในระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 11.73 เพิ่มขึ้นเพราะประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ยังมียอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น จึงทำให้ส่งออกเพิ่มขึ้นในทุกตลาด ยกเว้นตลาดแอฟริกาที่ลดลง แยกเป็นรถยนต์สันดาปภายใน ICE 1,102,694 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ร้อยละ 11.30 ส่งออกรถยนต์ HEV 14,845 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ร้อยละ 56.02 มูลค่าการส่งออก 719,991.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2565 ร้อยละ 15.25 |