IRPC คาดผลงานครึ่งปีหลังสดใส รับค่าการกลั่น - Crack Spread ทรงตัวในระดับสูง ประเมินราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวที่ระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมหนุน EBITDA ปรับตัวดีขึ้น แย้มเล็งชงบอร์ดจ่ายปันผลระหว่างกาล นางสาวทอแสง ไชยประวัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้ แนวโน้มค่าการกลั่น (Market GRM) ในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าช่วงครึ่งปีแรกอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะงวดไตรมาส 2/69 ที่มีค่าการกลั่นที่สูงระดับ 15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนช่วงครึ่งปีหลังมองและงวดไตรมาส 3/69 ยังมีผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบต่ออุปทานโรงกลั่นทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก ซึ่งประเมินหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อน่าจะส่งผลให้ค่าการกลั่นอยู่ในระดับที่สูงใกล้เคียงช่วงไตรมาส 2/69 ได้ โดยสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ในช่วงไตรมาส 2/69 ที่ระดับ 17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับที่สูง โดยในช่วงครึ่งปีหลังมองสถานการณ์ยังมีความตึงเครียดอยู่ ก็จะส่งผลให้ Crude Premium ยังยืนในระดับที่สูงอยู่ และสะท้อนที่ระดับส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (Crack Spread) ที่อยู่ในระดับสูงมากเช่นกัน ซึ่งจะช่วยหนุนให้ GRM ของบริษัทยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเป็นหลัก เนื่องจากปัจจุบันผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวทำให้การส่งออกน้ำมันดิบในตะวันออกกลางมีข้อจำกัดมาก ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้จะทำให้ราคาน้ำมันดิบจะยังทรงตัวในระดับที่สูงหรือราว 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์คลี่คลายลงก็คงต้องจับตาดูว่าราคาน้ำมันอาจลดลงมาที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ สำหรับการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมันและสต็อกน้ำมันนั้น บริษัทมีการดำเนินการใน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.พยายามรักษาระดับสต็อกน้ำมันคงคลังให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อให้ผลกระทบขาดทุนจากสต็อกน้ำมันน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และ2.ทำการบริหารความเสี่ยงโดยใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ซึ่งปัจจุบันบริษัทกำลังดำเนินการอยู่เพื่อลดผลกระทบจากสต็อกน้ำมันที่จะเกิดขึ้นกับบริษัท ทั้งนี้คาดว่า EBITDA ของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลัง หากส่วนต่าง (Spread) และราคาน้ำมันยังดีอยู่ น่าจะส่งผลดีต่อบริษัท อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีความผันผวนของราคาและ Spread ที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน ทำให้ยังเป็นสิ่งที่บริษัทต้องจับตามองต่อไป ด้านงบลงทุนปีนี้และในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 69-71) อยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการปรับปรุงโรงกลั่นของบริษัท โดยบริษัทยังไม่มีแผนลงทุนขนาดใหญ่โครงการอื่นๆ นอกเหนือจากแผนกลยุทธ์ 4R+ ของบริษัทก็อาจมีการใช้เงินลงทุนบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ได้มีจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามสำหรับกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัทจะปรับสัดส่วนรายได้และกำไรจากธุรกิจที่ผันผวนให้น้อยลงและมีมาร์จิ้นที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยบริษัทจะต่อยอดจากผลิตภัณฑ์และทรัพย์สินที่มีอยู่ไปยังผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และมีโซลูชั่นพื้นฐานของธุรกิจมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปยังกลุ่มที่มีศักยภาพ อาทิ Medical Hub,IT,material และ construction อย่างไรก็ตามธุรกิจโรงกลั่นละปิโตรเคมีก็ยังเป็นธุรกิจหลัก ดังนั้นเป้าหมายไม่ได้ลดความสำคัญของธุรกิจเดิม แต่เป็นการเพิ่มจากธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มเพื่อให้พอร์ตโฟลิโอรวมของบริษัทมีความสมบูรณ์มากขึ้น ส่วนแผนการทำนิคมอุตสาหกรรมนั้น มองว่าบริษัทยังมีที่ดินในนิคมฯพื้นที่จังหวัดระยองอยู่บางส่วน ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่บริษัทคงไม่ได้ทำนิคมฯใหม่เพิ่มเติม เพราะนิคมฯในที่ดินเดิมยังมีเหลืออยู่ ส่วนที่ดินในส่วนที่เหลือกำลังศึกษาการทำธุรกิจ Data Center ว่าจะเป็นรูปแบบอย่างไร ส่วนที่ดินอื่นๆยังมีผู้ลงทุนหรือลูกค้าที่สนใจจำนวนมาก นอกจากนี้ยอมรับว่าปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาจ่ายปันผลระหว่างกาลและขออนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) โดยปัจจัยที่จะพิจารณาคือ ภาพรวมธุรกิจจะมีการใช้เงินสดอย่างไรบ้าง ซึ่งต้องบาลานซ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง มุมมองผู้ถือหุ้น,เจ้าหนี้และเครดิตเรตติ้ง รวมถึงการใช้เงินของบริษัทด้วย อย่างไรก็ตามบริษัทมีนโยบายจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 25% ของกำไรสุทธิประจำปี ซึ่งปกติหากครึ่งปีมีกำไรสุทธิบริษัทก็จะพิจารณาการจ่ายปันผลระหว่างกาลได้ ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |