สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 9 ก.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | ซื้อ | 63.00 บาท | | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 62.00 บาท | | บล.พาย | ซื้อ | 61.00 บาท | | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 60.00 บาท | | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 59.00 บาท | | บล.เอเซียพลัส | Buy | 59.00 บาท | | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 59.00 บาท |
สรุปปัจจัยบวก + คาดการณ์กำไรสุทธิ / กำไรปกติในงวด 2Q26 (2Q69) อยู่ในกรอบประมาณ 7.2 - 7.54 พันล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นราว 6% - 11.5% YoY หนุนให้กำไรสุทธิช่วง 1H26 (1H69) อยู่ที่ประมาณ 1.62 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 50% - 55% ของประมาณการกำไรทั้งปี (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย)) + คาดการณ์ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) ในไตรมาส 2/26 ยังคงรักษาขีดความสามารถการเติบโตเป็นบวกได้ในระดับ Low Single-Digit หรืออยู่ในกรอบ +0.5% ถึง +1.3% YoY โดยได้อานิสงส์หลักจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในเดือน เม.ย. - พ.ค. ช่วยหนุนยอดขายกลุ่มเครื่องดื่มและคลายความกังวลในช่วงวันหยุดยาว (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้) + แผนเดินหน้าขยายสาขาใหม่ในไตรมาส 2/26 เพิ่มขึ้นอีกราว 100 - 175 แห่ง (+4% YoY) หนุนให้มีจำนวนสาขารวม ณ สิ้นไตรมาสสิ้นสุดราว 16,259 สาขา มุ่งสู่เป้าหมายรวม 700 สาขาในปีนี้ (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้) + การปรับปรุงและบริหารสัดส่วนสินค้า (Product Mix) โดยมุ่งเน้นกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง (High Margin) เช่น อาหารพร้อมทาน (Ready to Eat) และเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (Ready to Drink) ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้มาร์จิ้นของสินค้าเพิ่มขึ้นได้ราว 10 bps YoY ช่วยรักษาเสถียรภาพและดึงดูดกระแสลูกค้าเข้าร้านได้ต่อเนื่อง (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้) + โครงการร่วมจ่าย "ไทยช่วยไทยพลัส" ส่งผลกระทบเชิงลบต่อยอดขายร้านสะดวกซื้อ (CVS) เพียงระยะสั้นๆ แค่ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน มิ.ย. 69 เท่านั้น หลังจากผู้บริโภคใช้สิทธิ์ครบโควตารายเดือน รูปแบบการใช้จ่ายและจำนวนลูกค้าก็ทยอยฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงครึ่งเดือนหลัง (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้) + ภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการบริหารต้นทุนและการรีไฟแนนซ์ (Refinance) ออกหุ้นกู้ชุดใหม่มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ทดแทนชุดเดิมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย)) + ความสามารถในการบริหารจัดการควบคุมสัดส่วนค่าใช้จ่ายการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A-to-sales ratio) ของส่วนธุรกิจร้านสะดวกซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เช่น มาตรการเปิด-ปิดไฟแถวเว้นแถว) ช่วยลดทอนแรงกดดันจากค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้) + แนวโน้มผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลัง (2H26) ได้รับปัจจัยหนุนจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่คาดว่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับลดลง และคาดว่าจะฟื้นตัวเด่นชัดที่สุดในงวด 4Q69 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของธุรกิจท่องเที่ยว โดยมีสัดส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติรองรับอยู่ราว 10% (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) + มูลค่าหุ้น (Valuation) ปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าสนใจและมีความเสี่ยงต่ำ โดยซื้อขายบนระดับ PER ปี 2026 เพียง 12.8 - 14.0 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังในอดีตและต่ำกว่าหุ้นในกลุ่มผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายอื่น (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย)) สรุปปัจจัยลบ - ภาพรวมผลประกอบการงวด 2Q26 คาดว่าจะชะลอตัวและอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ประมาณ 10.3% - 21% เนื่องจากปัจจัยลบทางด้านฤดูกาล (Seasonal) และฐานกำไรที่สูงในไตรมาสแรก (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย)) - ผลการดำเนินงานรวมถูกกดดันและฉุดรั้งจากความอ่อนแอของธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกภายใต้ตราสินค้า Makro และ Lotus's (CPAXT) ซึ่งได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของบริโภคที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นรวม (Consolidated GPM) อ่อนตัวลงราว 10 - 50 bps YoY มาอยู่ที่ 22.3% (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย)) - มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยช่วยไทยพลัส" ของรัฐบาล เป็นปัจจัยลบที่เปลี่ยนทิศทางการใช้จ่ายของผู้บริโภคไปยังช่องทางอื่น ส่งผลให้จำนวนลูกค้าและปริมาณการจับจ่ายของร้านสะดวกซื้อชะลอตัวลงในเดือน มิ.ย. 69 และคาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเนื่องเต็มไตรมาสในงวด 3Q69 (บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) - ความกดดันจากทิศทางต้นทุนรอบด้านที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ (คิดเป็น ~2% ของยอดขาย) ตามราคาพลังงาน รวมถึงต้นทุนค่าสาธารณูปโภคและค่าไฟที่เพิ่มขึ้น กดดันให้อัตราส่วน SG&A ต่อยอดขายรวมขยับขึ้น 10 bps YoY มาอยู่ที่ 20.6% - 21.1% (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.ทิสโก) - แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/69 มีอุปสรรคสำคัญจากการเข้าสู่ช่วง Low Season ของอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวเนื่องจากเป็นฤดูฝน ซึ่งเป็นข้อจำกัดและลดโอกาสในการเดินทางออกมาจับจ่ายใช้สอยนอกบ้านของผู้บริโภค (บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส) - ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและปัจจัยภายนอกในระยะยาว เช่น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว, การขยายสาขาที่อาจล่าช้ากว่าแผนงาน, ความเสี่ยงจากการถูกดิสรัปชั่นด้วยเทคโนโลยีใหม่, ความเสี่ยงด้านระบบขนส่ง ตลอดจนความเสี่ยงจากการถูกยกเลิกเครื่องหมายการค้า 7-Eleven (บล.เคจีไอ) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |