บล.เมย์แบงก์ มองความตึงเครียดตะวันออกกลางกดดันหุ้นท่องเที่ยวไทยเกินพื้นฐาน ชี้แรงขายใกล้จบ แนะจังหวะสะสม AOT รับผู้โดยสาร Transit เพิ่มหลังเลี่ยงฮับตะวันออกกลาง พร้อมแนะ ERW รับกำไร HOP INN ขาขึ้น เตือน MINT-CENTEL ยังเผชิญความเสี่ยงตรงจากธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคขัดแย้ง บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ถึงกรณีความตึงเครียดในตะวันออกกลาง มองว่าเกิดแรงขายในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว เป็นโอกาสสะสมหุ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่น่ากระทบหนักกว่าที่คาด
- มองการปรับฐานล่าสุดของหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเป็นโอกาสในการสะสมมากกว่าการขาย
- โดยในกรณีฐานของเรา ซึ่งสมมติว่าสงครามยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปี 2569 จะลดลงราว 1.4 ล้านคน เหลือประมาณ 34 ล้านคน ทั้งนี้ ผู้บริหารของผู้ประกอบการโรงแรมหลายบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดมองว่า การหาตลาดนักท่องเที่ยวมาทดแทนทำได้ค่อนข้างยาก แม้ว่าตลาดจากโอเชียเนียและเอเชียใต้อาจช่วยชดเชยได้บางส่วน แต่ไม่น่าจะสามารถทดแทนการหายไปของนักท่องเที่ยวทั้งหมดได้
- ปรับเปลี่ยนหุ้นเด่นเป็น AOT เนื่องจากคาดว่าผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะอยู่ในระดับจำกัด อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสารแบบ Transit และ Transfer ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นความเชื่อมั่น
- ในกลุ่มโรงแรม เราเลือก ERW เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากคาดว่าจะเห็นการเติบโตของกำไรจากแบรนด์ HOP INN อย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับระดับมูลค่าหุ้นที่ยังน่าสนใจ ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อและอุปทานโรงแรมในกรุงเทพฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

MINT และ CENTEL รับผลกระทบจากตะวันออกกลางโดยตรง
- MINT และ CENTEL มีสัดส่วนรายได้จากภูมิภาคตะวันออกกลางโดยตรง
- โดย CENTEL เป็นเจ้าของโรงแรม 1 แห่งในตะวันออกกลาง ซึ่งเราประเมินว่ามีส่วนสร้างกำไรเกือบ 20% ของกำไรในปี 2568
- ขณะที่ MINT บริหารโรงแรมรวม 25 แห่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (18 แห่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และ5 แห่งในกาตาร์)
- แม้ว่ากำไรจากโรงแรมในภูมิภาคนี้จะมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่การมีการลงทุนอยู่แล้ว อาจจำกัดโอกาสในการขยายธุรกิจโรงแรมในรู ปแบบ asset-light ในตลาดเชิงกลยุทธ์ดังกล่าว
- สำหรับหุ้นกลุ่มโรงแรมที่เราทำการวิเคราะห์รายได้จากแขกอิสราเอลและตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณ 3 - 11% ของรายได้ธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยในปี2568
เที่ยวบินในตะวันออกกลางกลับมาเปิด แต่ความเชื่อมั่นยังต่ำ
- แม้ว่าช่วงนี้จะเป็น Low Season ของนักเดินทางจากตะวันออกกลางแต่เริ่มมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยจะสามารถฟื้นตัวได้ทัน ฤดูกาลท่องเที่ยว(PeakSeason) ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม หรือไม่
- หากสถานการณ์ความตึงเครียดยืดเยื้อ นักท่องเที่ยวยุโรปบางส่วนอาจหันมาเลือกเที่ยวบินตรงกับสายการบินยุโรปหรือเอเชีย แทนการต่อเครื่องผ่านศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีดังกล่าว AOT มีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์หลัก จากผู้โดยสารฝั่งตะวันตกที่เปลี่ยนเส้นทางการเดินทางออกจากฮับในตะวันออกกลาง
โอกาสสะสมมากกว่าขาย
- สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านได้กดดันให้ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวไทยปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จนแตะระดับใกล้เคียงกับช่วงที่เคยเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในแหล่งท่องเที่ยวของไทยในอดีต ทั้งที่เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นห่างไกลจากประเทศไทยอย่างมาก
- มองว่าแรงขายที่เกิดขึ้นล่าสุดมีแนวโน้มใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยจากสถิติของเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในอดีต พบว่าราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวมักปรับตัวลดลงเฉลี่ยประมาณ 9 -14%และตลาดใช้เวลาราว 11 - 12 วันทำการ ในการซึมซับข่าวเชิงลบ ขณะที่การปรับตัวลงสูงสุดของราคาหุ้น (Maximum drawdown) อยู่ในช่วงประมาณ 12-24%


|