สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 13 ส.ค.69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 37.00 บาท | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อ | 35.00 บาท | บล.กรุงศรี | Buy | 33.00 บาท | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 30.00 บาท | บล.เคจีไอ | ถือ | 27.00 บาท | บล.เอเซียพลัส | Trading | 25.00 บาท |
สรุปปัจจัยบวก +
+ ผลการดำเนินงาน 2Q69 เติบโต : กำไรสุทธิ 2Q69 อยู่ที่ 1,400 - 1,401 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% YoY และ 4% QoQ ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดและฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ (ทำ New high) หนุนโดยการบริหารและลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) และการตั้งสำรอง (Credit cost/ECL) (บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี) + สินเชื่อขยายตัวต่อเนื่อง : พอร์ตสินเชื่อรวมเติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ โดยสินเชื่อรวมเติบโตอยู่ที่ราว 1 - 3.5% YoY และ 0.87 - 2% QoQ หนุนจากสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อเช่าซื้อ และสินเชื่อออนไลน์ (บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี) + การคุมค่ายใช้จ่ายและการดำเนินงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น : อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to income ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 42.33% (ลดลงจาก 46.0% ใน 2Q68 และ 43.53% ใน 1Q26) จากการจัดการค่าใช้จ่ายที่ดี ผลขาดทุนจากการขายรถยึดลดลงเหลือ 35 ล้านบาท (-83% YoY) รวมถึงการปรับโครงสร้างสาขาและใช้ Digital Transformation (บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส) + การคุมคุณภาพหนี้และสำรองเข้มงวดขึ้น : NPL ratio ค่อนข้างทรงตัวที่ระดับ 3.86 - 4.05% ใกล้เคียงไตรมาสก่อน ขณะที่ Credit cost ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ราว 2.0 - 2.09% (ลดลงจาก 2.27% ใน 1Q26) จากการติดตามหนี้อย่างเข้มงวดและมีคุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้น (บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป) + บริษัทลูก SCAP ผลงานฟื้นตัว : SCAP (SAWAD ถือหุ้น 72%) ทำกำไรสุทธิฟื้นตัวขึ้นมาที่ 466 ล้านบาท (เทียบกับ 192 ล้านบาท ใน 2Q68) เนื่องจากผลขาดทุนจากการขายรถยึดปรับตัวลดลงอย่างมาก (บล.เอเซียพลัส) + คาดการณ์กำไรปี 2026 ทำ New High เติบโตต่อเนื่อง : ประเมินกำไรสุทธิทั้งปี 2569 (2026) ไว้ที่ 5,600 - 5,700 ล้านบาท เติบโตราว 10 - 13% YoY โดยแนวโน้ม 2H69 คาดกำไรจะได้รับปัจจัยหนุนจากสินเชื่อที่เติบโตตามฤดูกาล ต้นทุนทางการเงินที่มีแนวโน้มลดลงจากการปรับโครงสร้างหนี้ และการผ่านจุดแย่ที่สุดด้านคุณภาพสินทรัพย์ไปแล้ว (บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี) + Valuation และ Upside น่าสนใจ : ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายในระดับ PBV หรือ Valuation ที่ถูก สะท้อนปัจจัยลบด้านความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์ไปมากแล้ว ทำให้ยังมีส่วนต่างราคา (Upside) อยู่มาก (บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี) สรุปปัจจัยลบ - - อัตราส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage ratio) ลดลงและต่ำกว่ากลุ่ม: Coverage ratio ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 53 - 57.10% (จาก 58.54% ใน 1Q26 และ 63.12% ใน 2Q25) ซึ่งยังต่ำกว่ากลุ่ม ทำให้ credit cost มีความเสี่ยงที่จะผันผวนได้ในอนาคต (บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ) - อัตราส่วนต่างดอกเบี้ยรับ (NIM) และ Yield สินเชื่อลดลง : NIM ใน 2Q26 ลดลงมาอยู่ที่ 15.34% (ลดลง 36 bps QoQ) จากอัตราผลตอบแทนเงินให้สินเชื่อเฉลี่ย (Yield) ที่ลดลงมากกว่าคาด ในขณะที่ต้นทุนทางการเงิน (Cost of fund) ยังค่อนข้างทรงตัวในระดับ 4.3% (บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ) - การเติบโตของสินเชื่อยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง : การขยายพอร์ตสินเชื่อทำได้ค่อนข้างช้าและระมัดระวัง (เติบโตเพียงครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง MTC) เนื่องจากยังมีความกังวลด้านคุณภาพสินทรัพย์ (บล.เคจีไอ) - ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและเศรษฐกิจ : สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนด้านการค้าโลก ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และราคาพลังงานที่สูง อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ (บล.ทรีนีตี้) |