สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 7 ก.ค.69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.ดาโอ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 180.00 บาท | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 174.00 บาท | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 170.00 บาท | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 166.00 บาท | บล.กรุงศรี | Neutral (กลาง) | 165.00 บาท | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อ | 163.00 บาท | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 160.00 บาท | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | TRADING (เก็งกำไร) | 150.00 บาท | บล.เคจีไอ | ถือ | 145.00 บาท | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ซื้อ | 143.00 บาท | บล.บัวหลวง | ถือ | - | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) | ซื้อ | - |
สรุปปัจจัยบวก + + คาดการณ์กำไรงวด 2Q26 (2Q69) โดดเด่น ทำจุดสูงสุดใหม่รายไตรมาสและเป็นพีคของปี โดยนักวิเคราะห์ประเมินกรอบกำไรสุทธิไว้ที่ 2.55 - 2.72 หมื่นล้านบาท (เติบโตสูงถึง 89 - 129% QoQ และ 90 - 102% YoY) ขณะที่กำไรปกติคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 2.31 - 2.43 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 15 - 26% QoQ และ 63 - 85% YoY) จากแรงหนุนรอบด้านทั้งราคาขายและปริมาณขาย (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.ลิเบอเรเตอร์) + รับรู้กำไรพิเศษจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging Gain) ก้อนใหญ่ คาดว่าจะบันทึกเข้ามาในงวด 2Q26 สูงถึงประมาณ 2.95 - 3.47 พันล้านบาท (ราว 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) พลิกฟื้นอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาส 1/26 ที่รับรู้เป็นยอดขาดทุนหนัก (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.ลิเบอเรเตอร์) + ปริมาณการขาย (Sales Volume) แข็งแกร่งทำสถิติสูงสุดใหม่ คาดอยู่ที่ประมาณ 565 - 570 kboed (บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน) เพิ่มขึ้น 2 - 3% QoQ และ 9 - 13% YoY หนุนโดยความต้องการก๊าซที่เพิ่มขึ้นในอ่าวไทย (Gas Nomination) เช่น โครงการอาทิตย์ ไพลิน G1 G2 โครงการไทย-มาเลเซีย และรอบการโหลดน้ำมันที่แอลจีเรีย โอมาน และแปลง A-18 ในพื้นที่ MTJDA (บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.ลิเบอเรเตอร์) + ราคาขายเฉลี่ย (ASP) ฟื้นตัวแรง คาดปรับขึ้นมาอยู่ที่กรอบ 51.0 - 52.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อ boe (+14 - 15% QoQ และ +20% YoY) ขับเคลื่อนจากราคาก๊าซปรับขึ้นตามรอบในอ่าวไทยและเมียนมามาอยู่ที่ 6.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อ mmbtu รวมถึงยอดขายของเหลวได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบดูไบที่พุ่งขึ้นในไตรมาส 2 และส่วนลดน้ำมันดิบที่แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ (บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.ลิเบอเรเตอร์) + เป็นหุ้นเด่นด้านเงินปันผลสูง (High Dividend Yield) ช่วยจำกัด Downside ราคาหุ้น โดยนักวิเคราะห์ประเมินอัตราผลตอบแทนเงินปันผลทั้งปีไว้สูงถึง 6 - 8% และคาดการณ์เงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวดครึ่งปีแรก (1H26) ที่ราว 4.50 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น Dividend Yield ระดับครึ่งปีที่ 3.3 - 3.4% (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.ลิเบอเรเตอร์) สรุปปัจจัยลบ - - แนวโน้มผลประกอบการงวด 3Q26 คาดว่าจะอ่อนตัวลงชั่วคราวแบบ QoQ เนื่องจากผ่านจุดสูงสุดในไตรมาส 2 ไปแล้ว โดยจะถูกกดดันหลักจากปริมาณขายที่ลดลงมาอยู่ที่ราว 5.4 - 5.5 แสนบาร์เรลต่อวัน จากกิจกรรมปิดซ่อมบำรุงตามแผน (Maintenance Shutdown) ของหลากโครงการในอ่าวไทยและผู้รับก๊าซโรงแยกก๊าซแห่งที่ 6 รวมถึงราคาน้ำมันที่เริ่มทยอยปรับฐานลง และไม่มีกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงก้อนใหญ่เข้ามาหนุน (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.ลิเบอเรเตอร์) - ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเผชิญแรงกดดันและผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว จากภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลายและการทำข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้น ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซทยอยกลับมาเปิดขนส่งปกติ ประกอบกับฝั่งอุปทานพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มเพดานการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่ม OPEC+ (ปรับเพิ่มเพดานเดือนสิงหาคมอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน) รวมถึงกำลังการผลิตจาก UAE และอิหร่านที่เร่งตัวขึ้น ท่ามกลางอุปสงค์ในประเทศจีนที่ชะลอตัว (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์) - ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ในช่วงไตรมาส 2 ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 29.9 - 30.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อ boe (จาก 28.0 ดอลลาร์สหรัฐใน 1Q26) สาเหตุหลักมาจากค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (DD&A) ของโครงการในอ่าวไทยที่ผลิตเพิ่มขึ้น, ค่าใช้จ่ายสำรวจขุดเจาะจากการ write-off โครงการในอ่าวไทยและการทำ seismic survey ราว 1.5 พันล้านบาท รวมถึงค่าภาคหลวงที่ปรับเพิ่มตามราคาขาย (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.ลิเบอเรเตอร์) - ความเสี่ยงและความไวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันดิบสูง โดยทางฝ่ายวิจัยประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบดูไบในทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 ของ PTTEP ราว 2% (บล.บัวหลวง) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |