ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดไร้ทิศทางในวันพุธ (30 ก.ย.) โดยดัชนีดาวโจนส์และ S&P500 ย่อลง ท่ามกลางบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ยังปรับตัวขึ้น ขณะที่ดัชนีแนสแดคปิดบวก หลังดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนส.ค. ต่ำคาด ซึ่งช่วยคลายความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,906.05 จุด ลดลง 443.87 จุด (-0.86%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,651.54 จุด ลดลง 19.30 จุด (-0.25%) ขณะที่ดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,861.06 จุด เพิ่มขึ้น 63.52 จุด (+0.24%) โดยระหว่างการซื้อขาย ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่แนสแดคพุ่งแตะที่ 1.2% ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าผลสำรวจของรอยเตอร์ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.7% ขณะที่ตัวเลขประมาณการขั้นสุดท้ายของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสหรัฐฯ ไตรมาส 2 ปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 2.2% เมื่อคิดเป็นอัตรารายปี โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยผลักดันการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในช่วงก่อนปิดตลาด หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งมักเคลื่อนไหวตามทิศทางการคาดการณ์ดอกเบี้ยเฟดปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุยาวยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามการความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน รวมถึงต้นทุนเชื้อเพลิงดีเซลที่พุ่งขึ้นอย่างมาก ยังสร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้สูงขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ระบุว่า ตลาดคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. ลงมาอยู่ที่ 37% จากระดับ 51% ในวันก่อน และเกือบ 71% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณดัชนี PCE ล่าสุดโดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (BEA) เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อออกมาต่ำลง ตลอดเดือนก.ย. ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.45% ขณะที่แนสแดคเพิ่มขึ้น 1.86% ส่วนดาวโจนส์ลดลง 4.29% โดยดาวโจนส์ยุติการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 5 เดือน ขณะที่ S&P 500 ลดลงเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 4 เดือน ส่วนแนสแดคเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ทั้งดัชนี S&P 500 และแนสแดคปรับตัวขึ้นเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นไตรมาสที่ 5 ในช่วง 6 ไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ดาวโจนส์ปรับตัวลดลงรายไตรมาสเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ไตรมาส แอนโธนี แซกลิมเบเน หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Ameriprise Financial กล่าวว่า สิ่งที่ตลาดให้ความสนใจคือเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวต่อไปได้หรือไม่ และสามารถรองรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้หรือไม่ โดยจนถึงขณะนี้ รูปแบบความเคลื่อนไหวของตลาดมีความคล้ายคลึงกับในอดีต คือเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ผลประกอบการแข็งแกร่ง และมีปัจจัยขับเคลื่อนระยะยาว นักลงทุนมักมองข้ามผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น นักวิเคราะห์ยังระบุว่า หากอัตราดอกเบี้ยที่สูงยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจเริ่มสร้างความเสียหายต่อพอร์ตตราสารหนี้ จำกัดการเข้าถึงสินเชื่อหรือปริมาณสินเชื่อที่มีอยู่ และหากนักลงทุนเริ่มมองว่าเงื่อนไขดังกล่าวอาจกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า ตลาดอาจตอบสนองในเชิงลบอย่างรวดเร็ว ส่วนข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุด รายงานการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ระบุว่า การจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 90,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. หลังตัวเลขเดือนส.ค. ถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 36,000 ตำแหน่ง โดยตลาดยังจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย. ในวันศุกร์นี้ ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลดลง ขณะที่หุ้นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่และหุ้นเติบโตส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น โดย Microsoft, Apple และ Nvidia ปิดบวก ส่งผลให้ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของ S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.6% และเป็นกลุ่มที่ปรับตัวดีที่สุด - หุ้น Hewlett Packard Enterprise ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI เพิ่มขึ้น 3.9% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ระยะยาวสำหรับธุรกิจเครือข่าย และประกาศข้อตกลงมูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์กับ Vultr - หุ้น Moderna ร่วง 5.3% หลัง Citigroup ปรับลดคำแนะนำหุ้นนี้เป็น "ขาย" จากเดิม "ถือ" ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,130 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 17,060 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.66 ต่อ 1 หุ้น และตลาดหุ้นแนสแดคในสัดส่วน 1.51 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 11 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 24 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 54 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 212 ตัว ที่มา Reuters |