สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 6 พ.ย. 69
ชื่อโบรกฯ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 15.20 บาท | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | ซื้อ | 15.00 บาท | บล.ทรีนีตี้ | Trading Buy | 14.50 บาท | บล.เอเซีย พลัส | ซื้อ | 14.30 บาท | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 14.30 บาท | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 14.00 บาท | บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส | ถือ | 14.00 บาท | บล.ลิเบอเรเตอร์ | Non-rated (เก็งกำไร) | 13.75 บาท | บล.ดาโอ (ประเทศไทย) | ถือ | 13.00 บาท | บล.เคจีไอ | ถือ | 12.00 บาท |
สรุปปัจจัยบวก +
+ ผลประกอบการ 3Q69 พลิกฟื้นแข็งแกร่งและดีกว่าคาดการณ์ : กำไรสุทธิอยู่ที่ราว 5,100 – 5,138 ล้านบาท (หรือ 5.14 พันล้านบาท) พลิกจากขาดทุนสุทธิ 1,774 – 1,800 ล้านบาทในไตรมาส 2/69 และเติบโต 96.5% – 97% YoY ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ราว 20% – 29% (บล.เอเซีย พลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้) + อัตรากำไรขั้นต้นและค่าการตลาดน้ำมันเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ : อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตร (GP/ลิตร) ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.38 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น 35% YoY และเพิ่มขึ้น 475% หรือกว่า 6 เท่า QoQ จากระดับ 0.24 บาท/ลิตร) โดยได้รับแรงหนุนจากกำไรสต็อกน้ำมัน (Stock Gain), กำไรจากการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และการกลับรายการผลขาดทุน NRV สุทธิรวมประมาณ 4.0 – 4.67 พันล้านบาท (บล.เอเซีย พลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้) + ธุรกิจ Mobility พลิกกลับมาสร้างกำไรโดดเด่น : EBITDA ของกลุ่ม Mobility พลิกกลับมามีกำไรที่ 4,956 – 5,000 ล้านบาท (เติบโต 68% YoY) จากที่เคยขาดทุน 1,249 – 1,300 ล้านบาทใน 2Q69 โดยมียอดขายน้ำมันรวม 5,596 ล้านลิตร (เพิ่มขึ้น 0.7% – 1% QoQ) หนุนจากตลาดพาณิชย์ที่บริหารต้นทุนได้ดีขึ้นและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น (บล.เอเซีย พลัส, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้) + ธุรกิจ Global พลิกทำกำไร EBITDA : พลิกกลับมามีกำไร EBITDA ที่ 738 ล้านบาท (เติบโต 181% YoY) จากผลขาดทุน 512 ล้านบาทใน 2Q69 ตามอัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตรที่ปรับตัวดีขึ้นในลาว รวมถึงการกลับรายการประมาณการขาดทุน NRV ในฟิลิปปินส์และกัมพูชาประมาณ 690 ล้านบาท (บล.เอเซีย พลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้) + ปริมาณขายในงวด 4Q69 มีแนวโน้มฟื้นตัวตามฤดูกาล (High Season) : ปริมาณขายน้ำมันรวมคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น QoQ สู่ระดับประมาณ 6,000 ล้านลิตร จากอุปสงค์การเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดปลายปี ขณะที่ยอดขายเครื่องดื่มของธุรกิจ Lifestyle หรือ Café Amazon มีแนวโน้มเติบโตทำระดับสูงสุดใหม่ (New High) มากกว่า 117 ล้านแก้ว (บล.เอเซีย พลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทรีนีตี้) + แรงกดดันจากการแทรกแซงของภาครัฐเริ่มลดลงในระยะยาว : รัฐบาลแทรกแซงค่าการตลาดน้อยลงจากการหันไปขอส่วนลดจากโรงกลั่น ส่งผลให้อัตรากำไรธุรกิจ Mobility มีแนวโน้มฟื้นตัวในระยะยาว และการเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่องช่วยหนุนการเติบโตของกำไรปกติเฉลี่ย 16% CAGR ในช่วงปี 2027–2028 (บล.กรุงศรี) + อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับจูงใจ : คาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในกรอบ 3.4% – 5.0% ต่อปี ช่วยจำกัดความเสี่ยงด้าน Downside ของราคาหุ้น (บล.เอเซีย พลัส, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส) สรุปปัจจัยลบ -
- แนวโน้มผลการดำเนินงาน 4Q69 ชะลอตัวลง QoQ : คาดว่ากำไรสุทธิและกำไรปกติจะลดลงจากฐานกำไรที่สูงผิดปกติใน 3Q69 เนื่องจากรายการพิเศษทั้งกำไรสต็อกน้ำมัน การกลับรายการ NRV และ Hedging จะลดลงหรือไม่เกิดขึ้นในระดับเดิม โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 0.90 – 1.00 บาท/ลิตร ตามทิศทางราคาน้ำมันขาลง (บล.เอเซีย พลัส, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้) - ความสามารถในการทำกำไรของกลุ่ม Lifestyle อ่อนตัวลง QoQ : กำไร EBITDA ใน 3Q69 ลดลงเหลือ 1,968 – 2,000 ล้านบาท (ลดลง 1% – 1.3% QoQ) และ EBITDA Margin ปรับลดลงมาอยู่ที่ 29.8% (จากเดิม 30.8% – 31.7%) จากผลกระทบของมาตรการภาครัฐ "ไทยช่วยไทยพลัส / ไทยคนละครึ่งพลัส" รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขาใหม่และกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อรักษายอดขาย (บล.เอเซีย พลัส, บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้) - ความไม่แน่นอนและภาระความเสี่ยงจากการดำเนินงานในกัมพูชา : บริษัทอยู่ในช่วงทยอยลดการลงทุนหรือปิดธุรกิจในกัมพูชา โดยใน 3Q69 มีผลขาดทุนในกัมพูชาราว 120 ล้านบาท และยังมีความเสี่ยงจากการบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ (Impairment Loss) หรือค่าใช้จ่ายในการลดขนาด/ปิดสถานีบริการน้ำมัน 69 แห่ง และร้าน Café Amazon 72 แห่งที่ยังเหลืออยู่ (บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ) - ความกังวลจากการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันของภาครัฐ : เสี่ยงถูกกดดันจากการปรับสูตรโครงสร้างราคาน้ำมันที่อาจตัดต้นทุนแฝง เช่น ค่าขนส่งจากสิงคโปร์ ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่งออกจากราคาอ้างอิงในประเทศ ซึ่งจะกดดันราคาขายปลีกและค่าการตลาดน้ำมัน ขณะที่ต้นทุนเนื้อน้ำมันจริงจากโรงกลั่นยังอิงราคาเดิม (บล.เคจีไอ) - ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (SG&A) ปรับตัวสูงขึ้นตามฤดูกาลในไตรมาส 4 : ธุรกิจจะเผชิญค่าใช้จ่ายในการบริหารและกิจกรรมการตลาดช่วงสิ้นปีที่สูงกว่าปกติ ซึ่งเข้ามากดดันภาพรวมของกำไรหลัก (บล.บัวหลวง, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทรีนีตี้) - ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมปรับลดลง : ในงวด 3Q69 ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลงเหลือ 25 ล้านบาท จากการรับรู้ผลขาดทุนจาก Virtual เข้ามาราว 100 ล้านบาท (บล.ลิเบอเรเตอร์) - ภาพรวมกำไรทั้งปี 2569 ยังหดตัว YoY เมื่อเทียบกับปีก่อน : นักวิเคราะห์ประเมินกำไรสุทธิปี 2569 ยังลดลง 8% ถึง 46% YoY (เช่น บล.เอเซีย พลัส คาดลดลง 31% YoY อยู่ที่ 7.9 พันล้านบาท, บล.ดาโอ คาดลดลง 46% YoY อยู่ที่ 6.1 พันล้านบาท) จากความผันผวนของราคาน้ำมันและผลขาดทุนจากสต็อกและ Hedging ในช่วงก่อนหน้า (บล.เอเซีย พลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) |