*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปิดที่ 60.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 90 เซนต์ หรือ 1.5% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปิดที่ 64.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 75 เซนต์ หรือ 1.2% ราคาน้ำมันดิบปรับตัวร่วงลงกว่า 1% ในวันพฤหัสบดี ขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาผลกระทบจากคำตัดสินของศาลการค้าสหรัฐฯ ที่สั่งให้ยกเลิกมาตรการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อต้นเดือนเม.ย.นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาดูมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ที่อาจจำกัดการส่งออกน้ำมันดิบจากรัสเซีย และการตัดสินใจของกลุ่ม OPEC+ ในการเพิ่มปริมาณการผลิตในเดือนก.ค. *** ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน 8 ชาติในกลุ่มพันธมิตร OPEC+ อาจเพิ่มกำลังผลิตสูงถึง 411,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนก.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นการทยอยยกเลิกมาตรการปรับลดการผลิตโดยสมัครใจอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดกำลังรอการตัดสินใจครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับการผลิตในเดือนก.ค. โดย 8 ประเทศดังกล่าว จะทบทวนสถานการณ์ตลาดและหารือเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตในวันที่ 31 พ.ค.นี้ *** ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ สั่งระงับคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ ที่สั่งให้ยกเลิกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นการชั่วคราว ในระหว่างกระบวนการพิจารณาคำร้องขออุทธรณ์ของรัฐบาลเพื่อระงับคำสั่งของศาลการค้าฯ ออกไปก่อน ส่งผลให้สถานการณ์ล่าสุดเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง *** ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าสงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความเสียหายให้บริษัทต่าง ๆ กว่า 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากยอดขายที่หายไปและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยความเสียหายนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากความไม่แน่นอนเรื่องภาษีส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งชะลอการตัดสินใจ โดยผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือบริษัทระดับโลกอย่าง Apple, Ford, Porsche และ Sony ต่างต้องปรับลดหรือระงับคาดการณ์กำไร ขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ระบุว่าความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าทรัมป์ ทำให้ไม่สามารถประมาณการต้นทุนได้อย่างแม่นยำ *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกตัวเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เข้าพบที่ทำเนียบขาว ซึ่งนับเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โดยทรัมป์ระบุกับพาวเวลล์ว่า การไม่ลดอัตราดอกเบี้ยถือเป็น “ความผิดพลาด” ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่าง 2 ฝ่ายอีกครั้ง หลังจากทรัมป์วิจารณ์พาวเวลล์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการไม่ปรับลดดอกเบี้ยตามที่เขาต้องการ *** จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ ปรับตัวพุ่งเกินคาด โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 24 พ.ค. พบว่ามีผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานใหม่ 14,000 คน เป็น 240,000 คน มากกว่าคาดการณ์ที่ 230,000 คน ขณะที่ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในเดือนพ.ค. พุ่งสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง ด้านกำไรของบริษัทในสหรัฐฯ ในไตรมาส 1 ปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นซีอีโอไตรมาส 2 ร่วงหนัก เนื่องจากความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้า 
*** แมรี่ ดาลี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก เปิดเผยว่า เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ตามที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมี.ค. แต่ในขณะนี้ควรคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% โดยระบุว่า “ตราบใดที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย และมีความไม่แน่นอนว่าจะลดลงสู่ 2% ได้เร็วแค่ไหน นั่นคือโฟกัสของเรา เพราะตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง” พร้อมระบุว่า เฟดจำเป็นต้องรักษานโยบายการเงินในระดับ “ค่อนข้างเข้มงวด” เพื่อให้บรรลุเสถียรภาพด้านราคา *** จอห์น วอลดรอน ประธาน Goldman Sachs เปิดเผยว่าแนวโน้มทางธุรกิจของกลุ่มวาณิชธนกิจ ยังคง "ค่อนข้างดี" แม้มีความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่สร้างความปั่นป่วนให้ตลาดและชะลอกิจกรรมบางส่วน โดยธุรกรรมทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง แต่ความผันผวนจากปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ยากที่จะคาดการณ์ช่วงเวลาที่ดีลจะเกิดขึ้นจริง ขณะที่ลูกค้าองค์กรยังมีแนวโน้มเชิงบวกต่อการทำธุรกรรมและยังคงหารือเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ การซื้อกิจการ และการระดมทุน ถึงแม้ภาพรวมตลาด M&A จะชะลอตัว แต่วอลดรอนชี้ให้เห็นว่า ดีลขนาดใหญ่ (มูลค่าเกิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 30% ในปีนี้ ซึ่งสะท้อนความยืดหยุ่นของตลาด *** อินเดียกลายเป็นชาติเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลกแล้ว โดยประธานสถาบัน Niti Aayog (หน่วยงานนโยบายของรัฐบาลอินเดีย) ออกมาให้ข้อมูลดังกล่าว โดยอ้างข้อมูล IMF ที่ชี้ว่า GDP อินเดียแซงหน้าญี่ปุ่นแล้วในปี 2025 โดยคาดการณ์ตัวเลขอยู่ที่ 4.187 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (มากกว่าญี่ปุ่นเพียง 0.001 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) และคาดว่าจะแซงเยอรมนีขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก ในอีก 3 ปีข้างหน้า เป็นรองเพียงสหรัฐฯ และจีนเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบัน อินเดียยังคงเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 5 (ตามข้อมูล World Bank ปี 2022) แต่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ *** หนังสือพิมพ์ The New York Times ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Amazon ในข้อตกลงระยะหลายปี ที่อนุญาตให้บริษัทเทคโนโลยีรายนี้ ใช้เนื้อหาข่าวคุณภาพของสำนักข่าวเพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Amazon โดย Amazon จะสามารถใช้เนื้อหาจาก The New York Times รวมถึงคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มอื่น ๆ ของสำนักข่าว เช่น NYT Cooking และ The Athletic ทั้งนี้ เนื้อหาจะถูกนำไปใช้ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การแสดงสรุปข่าวและข้อความสั้น ๆ แบบเรียลไทม์ ในผลิตภัณฑ์ของ Amazon (เช่น Alexa) ไปจนถึงการฝึกโมเดล AI พื้นฐานของบริษัท *** บริษัทสตาร์ทอัพจีน DeepSeek ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนในตลาดเทคโนโลยีไปเมื่อต้นปี ปล่อยเวอร์ชันอัปเกรดของโมเดลปัญญาประดิษฐ์ DeepSeek R1 ออกมาแบบไม่เป็นทางการผ่านแพลตฟอร์ม Hugging Face โดยไม่มีการประกาศใด ๆ โดยจุดเด่นของ DeepSeek R1 เป็นโมเดลประเภท Reasoning Model ที่สามารถทำงานแบบมีเหตุผลเป็นขั้นตอน ช่วยให้ AI ดำเนินงานที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น ซึ่งเวอร์ชันอัปเกรดนี้ ทำคะแนนบน LiveCodeBench ได้สูงสุดเป็นอันดับ 3 รองจากโมเดล o4-mini และ o3 ของ OpenAI เท่านั้น *** Nvidia ยังคงเผชิญความเสี่ยงในไตรมาสปัจจุบันจากมาตรการจำกัดการส่งออกชิป AI ระหว่างสหรัฐฯ-จีน แม้จะรายงานยอดขายพุ่งถึง 69% ในไตรมาสล่าสุดก็ตาม โดยบริษัทระบุเป็นครั้งแรกว่า ข้อห้ามใช้โมเดล AI โอเพนซอร์สของจีน (เช่น DeepSeek, Qwen) อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ อีกทั้งกฎหมายห้ามเทคโนโลยีรถยนต์อัจฉริยะจากจีนก็เป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจชิปรถยนต์ของ Nvidia ในจีนเพิ่งเริ่มฟื้นตัว ด้านเจนเซ่น หวง ซีอีโอ Nvidia กล่าวชื่นชมประธานาธิบดีทรัมป์ที่ยกเลิกกฎส่งออกชิปของอดีตประธานาธิบดีไบเดน แต่ก็วิจารณ์มาตรการใหม่ในเดือนเม.ย.ที่สั่งห้ามขายชิป H20 สำหรับตลาดจีน ซึ่งหวงเรียกว่า "บันไดสู่ความสำเร็จระดับโลก" *** บริษัทวิจัย International Data Corp (IDC) ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของการจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปี 2025 ลงเหลือ 0.6% จากเดิมที่คาดไว้ 2.3% โดยให้เหตุผลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ จากมาตรการภาษีและการบริโภคที่ลดลงของผู้บริโภค โดยการปรับลดครั้งนี้ ส่งสัญญาณความยากลำบากให้กับบริษัทอย่าง Apple ที่กำลังเผชิญยอดขายที่ลดลงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อพิพาทภาษี ซึ่งในแนวโน้มระยะยาว IDC คาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ตลอด 5 ปี (2024-2029) อยู่ที่ 1.4% เนื่องจากตลาดใกล้อิ่มตัว วงจรการเปลี่ยนเครื่องที่ยาวขึ้น และการแข่งขันในตลาดมือถือ *** Hyundai Motor Co. กำลังเตรียมปรับขึ้นราคารถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายในสหรัฐฯ เพื่อรองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะเพิ่มราคาแนะนำขายปลีก (MSRP) ทุกรุ่น 1% ซึ่งอาจมีผลบังคับใช้เร็วสุดในสัปดาห์หน้าเฉพาะรถที่ผลิตใหม่ โดยไม่กระทบกับรถที่อยู่ในสต็อกตัวแทนจำหน่ายแล้ว อีกทั้งยังพิจารณาเพิ่มค่าขนส่งและค่าออปชันเสริม เช่น พรมปูพื้นและราวหลังคาที่ติดตั้งก่อนส่งมอบรถ เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นราคาพื้นฐาน *** โตโยต้า มอเตอร์ เตรียมแผนการผลิตรถยนต์ EV ในสหรัฐฯ โดยจะเริ่มผลิตรถไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ปีหน้า เพิ่มเติมจากรถไฟฟ้านำเข้า 3 รุ่นที่เตรียมวางจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้ และอีก 2 รุ่นที่มีอยู่แล้ว ส่งผลให้ภายในกลางปี 2027 จะมี รถไฟฟ้ารวม 7 รุ่นที่จำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ด้านผู้บริหารคาดว่ายอดขาย EV ในสหรัฐฯ จะเติบโตช้าแต่มั่นคง และในกรณีที่อุปสงค์ในประเทศไม่เพียงพอ ตลาดต่างประเทศที่รับ EV ได้เร็วกว่า จะเป็นช่องทางระบายสินค้าส่วนเกิน *** ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ในเดือนพ.ค.ที่ปรับแล้ว (ไม่รวมอาหารสด) พุ่งขึ้น 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 3.5% และเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2023 โดยอัตราเงินเฟ้อรวมอยู่ที่ 3.4% เท่ากับเดือนเม.ย.ที่ปรับแล้ว ตัวเลขดังกล่าว ถูกบิดเบือนบางส่วนจากปัจจัยนโยบายรัฐบาล เช่น ผลกระทบที่ลดลงของมาตรการลดค่าเทอมนักเรียนเมื่อปีก่อน (ซึ่งมีผลเฉพาะในกรุงโตเกียว) ข้อมูลเงินเฟ้อกรุงโตเกียว ถือเป็นตัวชี้วัดแนวโน้มเงินเฟ้อที่สำคัญของทั้งประเทศ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงสำหรับนายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรี ก่อนการเลือกตั้งในฤดูร้อน และจะเป็นสัญญาณที่ธนาคารกลางยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า |