สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 21 ต.ค. 69
ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 3.50 | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 3.30 | บล.พาย | ถือ | 3.20 | บล.ดาโอ | ถือ | 3.00 | บล.เอเซียพลัส | Trading | 3.00 | บล.ทรีนีตี้ | ถือ | 2.82 | บล.บัวหลวง | ขาย | - |
สรุปปัจจัยบวก +
+ กำไรสุทธิไตรมาส 3/69 อยู่ที่ระดับ 5,457 - 5,500 ล้านบาท เติบโต 2% - 3% YoY ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) + รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ปรับตัวดีขึ้น 4% QoQ และ 3% YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ขยายตัวมาอยู่ที่ระดับ 3.09% - 3.1% จากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) + คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ดีและสามารถบริหารจัดการเชิงรุกได้ดี ส่งผลให้สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.88% - 3.3% ประกอบกับการตั้งสำรองส่วนเกินอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ NPL Coverage Ratio เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 159% (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) + อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 5% - 6% ต่อปี (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ, บล.พาย) + แนวโน้มกำไรสุทธิปี 2569 คาดว่าจะเติบโต 2% - 4% YoY (กำไรประมาณ 21,060 ล้านบาท) (บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ, บล.พาย) + ธนาคารยังมีงบประมาณคงเหลืออีก 1.4 หมื่นล้านบาท สำหรับโครงการซื้อหุ้นคืนไปจนถึงปี 2571 ซึ่งจะเป็นปัจจัยช่วยพยุงราคาหุ้นและลดทอนผลกระทบจากความสามารถในการทำกำไรที่อาจลดลงในอนาคต (บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.พาย) + ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีแนวโน้มลดลงจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ ส่งผลให้สามารถลดจำนวนสาขาลงได้ 56% และลดจำนวนพนักงานลง 36% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 (บล.ทิสโก้) + อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2569 - 2570 (บล.กรุงศรี) สรุปปัจจัยลบ - - กำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ลดลง 1% QoQ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการหดตัวของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ซึ่งลดลงถึง 21% QoQ โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจ Wealth กำไรจากเงินลงทุน และรายได้จากเงินปันผลที่ลดลงจากฐานที่สูงในไตรมาสก่อนหน้า (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) - แนวโน้มกำไรสุทธิในปี 2570 มีโอกาสปรับตัวลดลง 7% - 10% YoY เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Shield) จะถูกใช้หมดลงภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 (บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ, บล.พาย) - ตลาดและนักลงทุนอาจผิดหวังจากการที่ธนาคารตัดสินใจเปลี่ยนแผน จะไม่นำเงินที่เหลือจากโครงการซื้อหุ้นคืนจำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท มาจ่ายเป็นเงินปันผลพิเศษ (Special Dividend) อีกต่อไป (บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส) - กำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/69 มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลง QoQ เนื่องจากเป็นช่วงที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) มักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล (บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) - มูลค่าหุ้น (Valuation) ของ TTB ปัจจุบันถือว่าแพงกว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างมาก และราคาหุ้นเริ่มมี Upside ที่จำกัดเมื่อเทียบกับราคาเป้าหมาย (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้) - ความท้าทายในการบริหารคุณภาพสินทรัพย์กลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากพบกรณีการฉ้อโกงการแจ้งมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกินจริง และภาระสัดส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ที่อยู่ในระดับสูง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน (บล.ทิสโก้) |